สามก๊กในมุม ศ.เจริญ

Leave a comment

คำถามก็คือว่าคนที่อ่านสามก๊ก เกิดความสงสัยว่า “จะเอาไหนฉบับไหนมาใช้ดี”

มีคนบอกว่า “อ่านสามก๊ก 3 จบ คบไม่ได้” ตนอ่าน 7 จบ รับรองว่าคบได้แน่นอน

ถามว่า “ถ้าอย่างนั้นจะอ่านของใครดี” แนะนำว่าให้อ่าน “สามก๊ก ฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง(หน)” แต่ฉบับวณิพก ที่ยาขอบเขียนก็มีเสน่ห์มาก สามก๊กที่ มรว.คึกฤทธิ์ เขียนก็ทำให้ตนรู้สึกทึ่งเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังมีของท่านอื่นอีก ที่น่าสนใจก็คือ คนเดียวกันอ่านแล้วยังให้ข้อคิดไม่เหมือนกันในแต่ละครั้ง ส่วนคนที่อ่านพร้อมกับคนอื่นความคิดก็ยังไม่เหมือนกัน นี่คือเสน่ห์ของสามก๊ก 

สามก๊กพูดถึงเสน่ห์ของผู้นำ การทำศึกสงครามเมื่อ 1,800 ปีก่อน ได้อย่างละเอียดและแยบยล ทำให้คนอ่านเรียนรู้ได้ถึงจุดอ่อน จุดแข็ง ของผู้นำ อ่านหลายจบยิ่งดี ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวของสามก๊ก มาเทียบกับคนที่เราเจอ คิดดูซิว่าเมื่อ 1,800 ปีก่อนไม่มีโทรศัพท์ ดาวเทียม ทางเดียวในการหาข่าวคือ “ส่งคนไปสืบหาความจริงโดยใช้ม้าเร็ว” แต่ที่น่าทึ่งคือ ผู้นำแต่ละคนอ่านความคิดซึ่งกันและกัน ที่อยู่ห่างไกลกันออก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำก๊กไหนก็ตาม จะมีความรู้ในแต่ละก๊กเป็นอย่างดี

พวกกุนซือทั้งหลาย เป็นนักอักษรศาสตร์ทั้งนั้น ความรู้ดีของขงเบ้งเป็นยอดอัจฉริยะอยู่แล้ว ซึ่งอาวุธสำคัญการศึกษาของผู้นำแต่ละคน ต้องมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และ จิตวิทยาเป็นอย่างดี ตนเชื่อว่านักธุรกิจหลายคนที่อยู่ในพื้นที่นี้ มีคุณสมบัติผู้นำเหมือนในเรื่องสามก๊กทั้งนี้
ตนจะยกตัวอย่างเอกลักษณ์หรือจุดเด่นของผู้นำแต่ละคน

เริ่มจากเล่าปี่ ที่ยาขอบให้สมญานามว่า ผู้พนมมือให้แก่ชนทุกชั้น ควบคุมอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คำพูดของเล่าปี่ท่านสุภาพสตรีอาจไม่ชอบโดยได้พูดไว้ว่า พี่น้องเหมือนแขนขา ลูกเมียเหมือนเสื้อผ้า เพราะเล่าปี่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอ่อนน้อมถ่อมตน สมถะ มักน้อย ความคิดลึกซึ้ง สายตากว้างไกล ยึดถือในอุดมการณ์ เล่าปี่บอกว่า เมื่อเราตกอับต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน แม้แต่ศัตตรูก็ยังเมตตา

ในชั่วชีวิตนี้ ตนบอกได้เลยว่า ไม่มีใครทำเรื่องสามก๊กได้ดีเท่าประเทศจีนอีกแล้ว จีนใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งผู้ที่เคยศึกษาและเปรียบเทียบบุคลิกภาพผู้นำในสามก๊ก จะเห็นว่าตัวละครในภาพยนตร์ มีความใกล้เคียงกับตัวละครในภาพยนตร์ที่ทำออกมาเป็นอย่างมาก (นั้นคือ สามก๊ก ซีรี่ย์ในเวอร์ชั่นปี 1944)

โจโฉ ผู้ยอมฆ่าคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ ถ้าเราได้ดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือ จะรู้สึกซาบซึ้งมาก โจโฉสร้างความเป็นผู้นำด้วยลำแข้งของตัวเอง เป็นคนเด็ดขาดแต่ขี้ระแวง ซุนฮก ยอดเสนาธิการผู้ปรับเปลี่ยนชีวิตของโจโฉ

ตั๋งโต๊ะ จอมทรราชเผด็จการ

ลิโป้ นักรบยอดเยี่ยมแห่งยุค จอมกตัญญูสามพ่อ

ซุนเช็ก พี่ชายซุนกวน ใช้ความเป็นผู้นำสถาปนารัฐง่อก๊ก
ซุนกวน ผู้นำง่อก๊ก มีความเชื่อว่าผู้นำไม่ต้องทำเองทุกเรื่อง ขอเพียงรู้จักใช้คน

ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ต้นตำหรับยุทธศาสตร์สามก๊ก คนนี้แหละคืออาจารย์ของตน สามารถทำสงครามได้โดยไม่มีคนเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ขงเบ้งถือเป็นผู้บัญชาการรบคนแรก ที่ใช้ธรรมชาติมาเป็นข้อได้เปรียบในการทำสงคราม โดย ได้รับการแนะนำเรื่องนี้จากภรรยา ที่แม้หน้าตาจะไม่สวยงาม แต่ก็มีความฉลาดเฉลียวมาก ตลอดชีวิตของขงเบ้ง เป็นช่วงที่มีการช่วงชิงอำนาจกันสูงมาก ซึ่งขงเบ้งไม่ใช้บัณฑิตที่แค่รู้หนังสือ แต่เป็นปราชญ์ที่เป็นผู้พลิกแผ่นดินก็ว่าได้

ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้กุนซือไม่ต้องออกไปทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง แต่สมัยก่อนไม่ใช่ อาจารย์ขงเบ้งฆ่าคนโดยใช้จิตวิทยาการยั่วยุ เป็นนักการพูดที่ฉลาด รู้ชั้นเชิงในการเจรจา แต่จากการวิเคราะห์ข้อบกพร่องการเป็นผู้นำ การบริหารบุคลากรของขงเบ้ง พบว่าเป็นคนที่ชอบทำอะไรด้วยตนเอง ฉลาดจนลูกน้องตามไม่ทัน นอกจากนี้ ขงเบ้งไม่ ได้สร้างตัวแทน และยังขาดศิลปะในการมอบหมายงาน เลือกที่รักมักที่ชัง จุดแข็งของขงเบ้งที่กลายเป็นข้อด้อยคือ เป็นผู้นำที่เข็มงวดเกินไปจะไม่มีบริวาร หรืออาจกล่าวได้ว่า น้ำใสเกินไปปลาอยู่ไม่ได้

กวนอู เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ มีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ แต่ขาดยุทธศาสตร์จนกลายเป็นความบ้าบิ่น
เอียวสิ้ว ผู้คอขาดเพราะซี่โครงไก่ รู้ใจนายได้ แต่อย่ารู้ทันนาย
ตันหลิม ผู้ทรนงในวิชาชีพ เตือนใจนักบริหารทั้งหลายว่า ทำงานอะไรแล้วต้องทำให้เต็มที่ เช่น เป็นนักการตลาด หรือเป็นนักธุรกิจ ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทั้งนี้

เมื่อ เสร็จจากบรรยายแล้ว ศ.เจริญ ยังเปิดโอกาสให้มีการซักถาม และได้มีผู้ตั้งคำถามว่า กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุทธศาสตร์ที่ควรใช้จะเป็นอย่างไร ซึ่งศ.เจริญ ตอบว่า ควรใช้ยุทธศาสตร์ของขงเบ้งกับม้าเจ๊ก เนื่อง จากตนมองว่า 3 จังหวัดก็ต้องการอยู่อย่างสันติเช่นเดียวกัน เพียงแต่เรื่องนี้ต้องอาศัยเวลา และต้องมีการใช้ยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการแก้ไขปัญหา

สามก๊ก ใน ประเทศไทย

Leave a comment

คุณรู้จัก “สามก๊ก” ไหม? เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ตอบว่ารู้จัก ถึงแม้สามก๊กจะเป็นนิยายจีน  แต่คนไทยเราก็รู้จักเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเคยฟังจากการบอกเล่า อ่านจากตำราและหนังสือการ์ตูน ดูจากละครโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ หรือจากการเล่นเกมส์ แล้วนิยายจีนเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับสังคมไทยอย่างไร? ขอนำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้

สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จัดเป็นวรรณกรรมเพชรน้ำเอกของโลก เป็นมรดกทางปัญญาของปราชญ์ชาวตะวันออกที่ยอดเยี่ยม จึงได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 10 ภาษา และตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่งขึ้นประมาณในช่วง 14 ยุคสมัยราชวงศ์หยวน บทประพันธ์โดย “หลอกว้านจง” (Luo Guanzhong)

เนื้อหาในสามก๊ก มีความหลากหลายรสชาติ เต็มไปด้วยกลเล่ห์เพทุบาย กลศึกในการรบ การชิงรักหักเหลี่ยม ความเครียดแค้นชิงชัง ความซื่อสัตย์ และการให้อภัย มีเนื้อหาและเรื่องราวในทางที่ดีและร้ายปะปนกัน ภาพโดยรวมของสามก๊กกล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊กในปีพ.ศ.763-823 โดยจุดเริ่มต้นของสามก๊กเริ่มจากยุคโจรโพกผ้าเหลืองในปี พ.ศ.726 ที่ออกอาละวาด จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสามคือ “เล่าปี่” “กวนอู” และ “เตียวหุย” ได้ร่วมสาบานเป็นพี่น้องและร่วมปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง รวมทั้งการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นของก๊กต่างๆ ประกอบด้วย “วุยก๊ก” หรือ “ก๊กเว่ย” ของตระกูลโจ โจโฉ โจผี โจยอย “จ๊กก๊ก” หรือ “ก๊กสู่” ของเล่าปี่ และ “ง่อก๊ก” หรือ “ก๊กหวู” ของตระกูลซุน ซุนกวน จนถึงการสถาปนาราชวงศ์จิ้นโดย “สุมาเอี๋ยน” หลานสุมาอี้ รวมระยะเวลาประมาณ 60 ปี นอกจากนี้ สามก๊กยังเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับ “ไซอิ๋ว” “ซ้องกั๋ง” และ “ความฝันในหอแดง” ด้วย

หนังสือ สามก๊ก

สามก๊ก ฉบับ หอพระสมุด

สำหรับในประเทศไทย กลิ่นอายของสงครามตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ.2310 จนสิ้นรัชกาลที่ 1 กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของการเกิดวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น รามเกียรติ์ ราชาธิราช สามก๊ก เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามทั้งสิ้น สามก๊กจึงได้รับการแปลขึ้นเพื่อประโยชน์ของราชการบ้านเมืองที่นำมาใช้ทางด้านการทหาร ด้วยการทำอุบายสารพัดรูปแบบ เช่น อุบายการเมือง ได้แก่ อุบายทางการทูต ขงเบ้งผูกไมตรีเป็นพันธมิตรกับซุนกวนแห่งกังตั๋ง ไม่ยอมให้โจโฉผูกมิตรหรือครอบงำซุนกวน ถ้าหากก๊กโจโฉและก๊กซุนกวนเกิดรวมกันได้ ก๊กเล่าปี่ก็จะเสียเปรียบอย่างมหาศาล ในสมัยรัชกาลที่ 1 รัตนโกสินทร์ผูกมิตรกับลานนา สืบทอดมาตั้งแต่สมัยธนบุรีตอนปลาย เพราะถ้าหากว่าลานนาตกไปเป็นของพม่า จะทำให้ไทยต้องรับศึกหนักทั้งทางภาคเหนือและภาคตะวันตก และอุบายทางการปกครอง ในสามก๊ก พระเจ้าจักรพรรดิในเมืองหลวงอยู่ในฐานะรัฐบาลกลาง แต่บังคับบัญชาเพียงในราชธานี หัวเมืองต่างอยู่ในอำนาจของเจ้าเมือง รัฐบาลกลางต้องระวังมิให้พวกนี้เป็นกบฏได้ แต่จะควบคุมได้ก่อต่อเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิมีอานุภาพมาก หรือมีอัครมหาเสนาบดีที่เป็นที่ยำเกรง รัตนโกสินทร์เองก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน เช่น การแต่งตั้งข้าราชการออกไปปกครองหัวเมือง ลดอำนาจเจ้าประเทศราชให้มาขึ้นกับเมืองหลวง เอาตัวรัชทายาทเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงโดยถือว่าเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ส่วนอุบายการสงคราม ในสามก๊กมีหลายสิบแบบ เช่น การโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์ โจมตีจุดอ่อนของข้าศึก แสร้งทำว่ามีกำลังมาก การสอดแนม ฯลฯ ซึ่งมีหลายครั้งที่ไทยใช้กำลังน้อยแต่เอาชนะข้าศึกที่กำลังมากได้ด้วยวิธีการต่างๆกันแตกต่างจากที่เคยทำสมัยอยุธยา

ด้วยเหตุนี้ “สามก๊ก” สำนวนเจ้าพระยาคลัง(หน) จึงได้แปลขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น “ยอดของความเรียงนิทาน” คู่กับ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  นับเป็นวรรณคดีที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทย แต่เนื่องจากสามก๊กสำนวนเจ้าพระยาคลัง(หน) ฉบับพิมพ์มีสองฉบับคือ ฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเล และฉบับราชบัณฑิตยสภา ซึ่งชำระปรับปรุงมาจากฉบับแรก เป็นฉบับมาตรฐานที่พิมพ์แพร่หลายต่อมา และฉบับหลังๆ มีความคลาดเคลื่อนไปจากฉบับพิมพ์ครั้งแรก ล่าสุดได้มีการจัดพิมพ์หนังสือ “สามก๊ก สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ราชบัณฑิตยสภาชำระ” โดยถ่ายแบบจากฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2471 มาพิมพ์ใหม่โดยไม่ต้องจัดทำต้นฉบับใหม่ เพื่อตัดปัญหาเรื่องพิมพ์ผิดและพิสูจน์อักษรผิด จำนวน 500 ชุด ใน 1 ชุดมีสามก๊กฉบับสมบูรณ์ 4 เล่ม และ “ตำนานหนังสือสามก๊ก” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 1 เล่ม จัดพิมพ์ทั้งหมด 2,500 เล่ม มอบให้กับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป More

อ่านสามก๊ก ถกยอดคน

Leave a comment

“สามก๊ก” วรรณกรรมเก่าแก่ เมื่ออยู่ในเมืองจีนก็นับเป็นหนึ่งในสี่ยอดนิยายเอกของแดนมังกร เมื่ออยู่ในเมืองไทยก็ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของความเรียงนิทาน

ตัวละครใน สามก๊ก มีมากมาย จึงไม่เกินไปนักหากจะเปรียบ สามก๊ก ว่าเป็นการจำลองสังคมมนุษย์เข้าไว้ในโลกแห่งอักษร มียอดคนเก่งกาจและปราดเปรื่องมาอยู่รวมกัน สร้างตำนานให้ผู้คนเล่าขานได้ไม่รู้จบ

สามก๊ก ได้รับการวิเคราะห์กล่าวถึงในหลายด้าน ทั้งการปกครอง การบริหารบ้านเมือง การทัพ ฯลฯ รวมถึงการบริหารคน ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย ร่วมกับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) สถาบันการศึกษาเพื่อสังคมในกลุ่ม ซีพี ออลล์ จัดเวทีเสวนาพิเศษ “จากปรัชญาสามก๊ก สู่การบริหาร HR” พร้อมเปิดตัวหนังสือ “อ่านสามก๊กถกยอดคน” สำนักพิมพ์บุ๊คสไมล์ ให้ผู้สนใจวรรณกรรมล้ำค่าชิ้นนี้ได้มาร่วมฟังและต่อยอดความคิด

สามก๊ก

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ซึ่งผูกพันกับ สามก๊ก มาอย่างยาวนาน อ่านหนังสือเรื่องนี้มาตั้งแต่จำความได้ เติบใหญ่ขึ้นก็ยังหยิบมาอ่านแล้วอ่านอีกไม่มีเบื่อ กล่าวถึงตัวละครในสามก๊ก ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ยอดนักบริหาร” ว่ามีด้วยกันหลักๆ คือ ผู้นำ 3 แคว้น ได้แก่ โจโฉ เล่าปี่ และ ซุนกวน More

เฉาไก้ ราชันย์สวรรค์ แห่งเขาเหลียงซาน

Leave a comment

เฉาไก้ (晁盖) มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่มผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน  ตามนิยายโบราณของจีน  ที่มีชื่อว่า ซ้องกั๋ง หรือ สุยหู่จ้วน  แต่อย่างไรก็ดี เฉาไก้ไม่นับว่าเป็นหนึ่งใน 108 ผู้กล้า  เพราะว่าเขาเสียชีวิตก่อนทั้ง 108 ผู้กล้าจะรวมตัวกันเสียอีก  เฉาไก้เสียชีวิตจากพิษของลูกธนูที่สื่อเหวินกงเป็นผู้ยิงในการต่อสู้ที่หมู่บ้านตระกูลเซง

เฉาไก้มีฉายาว่า “ราชันย์สวรรค์” (天王) เขาเคยเป็นผู้นำของหมู่บ้านตงซีและเป็นเพื่อนสนิทกับ อู๋ย่ง  กงซุนเซิ่ง หลิวถัง พี่น้องตระกูลหยวน  และยังสนิทชิดชอบกับคนของทางการอย่าง จูถงและเหลยเหิง

ครั้งหนึ่ง หลิวถังได้รู้ข่าวว่า  ขบวนของทางการกำลังขนส่งของขวัญวันเกิดของราชครู ไซจิ้ง และเส้นทางนั้นก็อยู่ใกล้กับหมู่บ้านตงซี  จึงไปแอบซุ่มหวังที่ศาลเจ้าจะปล้นของขวัญ  แต่แล้วก็เผลอกินเหล้าเมามายจนหลับใหลไป  และถูกเหลยเหิงซึ่งลาดตระเวณอยู่จับตัวไว้เนื่องจากมีพิรุธ

หลังจากนั้นเหลยเหิงและคนของเขาหยุดพักที่หมู่บ้านตงซี  เฉาไก้เห็นหลิวถังถูกเหลยเหิงจับตัวไว้  จึงได้โกหกไปว่า  หลิวถังเป็นหลานชายเขาและไม่มีเจตนาร้าย  เหลยเหิงจึงปล่อยตัวหลิวถัง  แต่หลิวถังก็ยังคิดแค้นที่เหลยเหิงจับตัวเขาโดยไม่มีเหตุผลอันควรและลอบหาทางแก้แค้น  ทั้งสองต่อสู้กันแต่เฉาไก้ก็มาห้ามไว้

หลิวถังจึงบอกเฉาไก้และคนอื่นว่า  กำลังมีขบวนทางการขนของขวัญวันเกิดผ่านมาทางนี้และพวกเขาตัดสินใจจะปล้นมัน  แล้วทั้งเจ็ดคนก็สาบานเป็นพี่น้องกัน  ขบวนของทางการนั่นมีหยางจื้อเป็นผู้คุ้มกัน  ซึ่งก็ได้ปลอมตัวเพื่อป้องกันการปล้นของขวัญ  และพวกเฉาไก้ก็สามารถปล้นได้โดยอาศัยอุบายของอู๋ย่งและความช่วยเหลือจากไป๋เซิ่ง

แต่โชคร้ายที่ไป๋เซิ่งถูกจับตัวได้และถูกนำไปทรมานด้วยทัณฑ์เจ็ดอย่าง  แต่เขาก็ปฎิเสธที่จะบอกว่าเฉาไก้และคนอื่น ๆ มีส่วนร่วมด้วย  แม้ว่าทางการจะรู้ว่าพวกเฉาไก้ทำก็ไม่อาจทำอะไรได้  เนื่องจากไม่มีหลักฐาน  ซ่งเจียงเตือนเฉาไก้และคนอื่น ๆ ว่าพวกเขาจะถูกทางการหมายหัวเน่องจากปล้นของขวัญวันเกิดราชครู  พวกเขาจึงเตรียมหลบหนีออกจากหมู่บ้านตงซี  จูถงและเหลยเหิงซึ่งถูกมอบหมายให้มาจับกุมตัวพวกเฉาไก้  ก็ได้ปล่อยพวกเขาเนื่องจากเห็นแก่มิตรภาพที่เคยมีมา

เฉาไก้

อู๋ย่ง (ซ้าย) เฉาไก้ (ขวา) จากซีรีย์ สุ่ยหู่จ้วน 2011

เฉาไก้และพวกหลบหนีไปยังเขาเหลียงซาน  หลังจากช่วยโจรเขาเหลียงซานต่อสู้กับกองทัพเหอเต๋าอย่างดุเดือด  หวางหลุนหัวหน้าโจรเขาเหลียงซานก็อนุญาตให้พวกเขาอาศัยอยู่ที่เขาเหลียงซานเพื่อหลบภัยเป็นการชั่วคราว  แม้ว่าเขาเองจะไม่ชอบใจที่พวกเฉาไก้มีความสามารถมาก  ซึ่งอาจทำให้ลูกน้องของเขายกตำแหน่งหัวหน้าของเขาให้กับพวกเฉาไก้  หวางหลุนพยายามส่งพวกเขาไปพร้อมกับมอบข้าวของเงินทองให้  แต่เฉาไก้และพวกก็ปฏิเสธโดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีที่ให้หลบหนีไปได้อีกแล้ว  และขอร้องให้หวางหลุนอนุญาตให้พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่
อู๋ย่งจึงออกอุบายให้หลินชง  ผู้ซึ่งหยัดยืนเพื่อกลุ่มเฉาไก้  เขาฆ่าหวางหลุนและเชิญให้เฉาไก้มาเป็นหัวหน้าโจรแห่งเขาเหลียงซานคนใหม่  ซึ่งเฉาไก้ก็ตกลง  และก็ได้รับ ซ่งว่านและตู้เชียนรองหัวหน้าที่มีฝีมือของหวางหลุนเป็นพวกทันที

เฉาไก้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ศัตรูของเขาเหลียงซานหลายครั้ง  แต่ส่วนมาก  เขามักจะให้ซ่งเจียงนั้นเป็นผู้นำในการต่อสู้แทน  ในขณะที่ตัวเขาอยู่ที่เขาเหลียงซาน  ครั้งหนึ่งเฉาไก้ได้นำทัพต่อสู้ในหมู่บ้านตระกูลเซ็ง  เขาก็ได้พบกับจุดจบของเขาที่นั่น  พวกตระกูลเซ็งได้ขโมยม้าชั้นดีที่มีชื่อว่า “สิงโตหยก” จากเขาเหลียงซานและโบยตีหลิวถัง  เฉาไก้โกรธมากและต้องการล้างแค้นและสั่งสอนพวกตระกูลเซ็งที่บุกมาหยามโจรเขาเหลียงซาน  ดังนั้นเขาจึงนำทัพด้วยตัวเองต่อสู้กับตระกูลเซ็ง  ในการต่อสู้เขาถูกสื่อเหวินกงมือขมังธนูลูกน้องตระกูลเซ็ง ยิงธนูอาบยาพิษเข้าใส่หน้าผาก

เฉาไก้เสียชีวิตจากพิษของลูกธนูหลังจากนั้นไม่นาน  เขาตายโดยทิ้งคำพูดไว้ว่า “ผู้ใดสามารถจับตัว สื่อเหวินกงได้  จะได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าต่อจากเขา”  หลังจากนั้น หลูจุ้นอี้ก็จับตัวสื่อเหวินกงได้และสื่อจิ้นก็ได้สังหารเขาสังเวยแก่วิญญาณของเฉาไก้  แม้ว่าตามคำสั่งเสียของเฉาไก้  หลูจุ้นอี้ควรจะได้เป็นหัวหน้าคนต่อไป  แต่เหล่าผู้กล้าเขาเหลียงซานต่างยกย่องในตัวซ่งเจียง  ซ่งเจียงจึงได้เป็นหัวหน้าโดยมีหลูจุ้นอี้เป็นรองหัวหน้า  เฉาไก้นั้นเป็นคนที่หนักแน่นมั่นคงและมีความคิดดี ๆ ให้กับกลุ่มโจรเขาเหลียงซานเสมอไม่ว่าจะตกอยู่ในวิกฤตการณ์แค่ไหน

108 ผู้กล้าเขาเหลียงซาน

1 Comment

หากท่านใดได้ศึกษาหรือพอได้ยินมา 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซานนั้น เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีน ร่วมกับ สามก๊ก ไซอิ๋ว และ ความฝันในหอแดง โดย 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซาน หรือ ซ้องกั๋ง (宋江) เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ช่วงปลายราชวงศ์เป่ยซ่ง ราว ค.ศ. 900 ว่าด้วยเรื่องของกบฏชาวนา หรือ ผู้กล้า 108 คนที่รวมตัวกันปกป้องบ้านเมือง แต่เดิมเป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก จึงมีอีกชื่อเรียกว่า สุยหู่จ้วน (水浒传) หรือเรื่องเล่าตามสายน้ำ ต่อมาศิลปินพื้นบ้านนำเรื่องเล่านี้มาผูกเป็นเพลงงิ้ว เรื่องสุยหู่จ้วนมีการประพันธ์ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดย ซือไน่อัน และต่อมาได้รับการขัดเกลาจาก หลอกว้านจง ผู้ประพันธ์นวนิยายสามก๊ก บางแห่งว่าซือไน่อันเป็นอาจารย์ของหลอกว้านจง แต่บางแห่งก็ว่าเป็นคนเดียวกัน ชื่อเรื่อง สุยหู่จ้วน ในภาษาจีนมีความหมายว่า “ลำนำริมฝั่งน้ำ” หมายถึงสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวหรือฐานทัพของผู้กล้าทั้งร้อยแปดคน คือริมทะเลสาบเหลียงซานป๋อนั้นเอง

เรื่อง สุยหู่จ้วน หรือ 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซาน มีการแปลเป็นไทยแล้วหลายสำนวน และเรียกชื่อไปต่างๆ กัน เช่น ซ้องกั๋ง หรือ ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน สำนวนแปลล่าสุดเป็นของ รัถยา สารธรรม พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ เมื่อปี พ.ศ. 2546 ใช้ชื่อเรื่องว่า 108 ผู้กล้าเหลียงซันปอ

ส่วนภาพยนต์นั้น ในอดีตของ SHAW BROTHER

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : The Water Margin (1972) / All Men are Brothers (1975)

ชื่อภาษาไทย : ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน ภาค 1-2

ผู้กำกำกับ :
ภาค 1 : Cheh Chang, Hsueh Li Pao, Ma Wu
ภาค 2 : Cheh Chang, Ma Wu
ผู้เขียนบท : ภาค 1 : Kuang Ni ภาค 2 : Cheh Chang, Kuang Ni

ส่วนในยุคปัจจุบันนี้ ก็จะมีเวอร์ชั่นล่าสุด ปี 2011 ชื่อ All Men Are Brothers ถือว่าทำออกมาได้สมบูรณ์มาก

All Men Are Brothers

 

หากท่านที่สนใจนวนิยายจีนเรื่อง ซ้องกั๋ง หรือ 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซาน สามารถมาร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้กันได้ที่ Facebook Fanpage : http://www.facebook.com/AllMenAreBrothers.ShuihuZhuan

นิยายจีนยุคใหม่กับหวงอี้

Leave a comment

จา่กที่เคยพูดถึงนิยายจีนที่ผ่านมา เกี่ยวกับผู้เขียน นาม “หวงอี้” ที่ปัจจุบันถูกเรียกได้ว่าเป็น มือเขียนนิยายจีนอันดับต้นๆ เป็นคลื่นลูกใหม่ที่ไม่แพ้บรมครู สองท่านอย่าง กิมย้ง และ โกวเล้งเลยก็ว่าได้ ผลงานของ หวงอี้ ที่เราๆ รู้จักก็มี เจาะเวลาหาจิ๋นซี , มังกรคู่สู้สิบทิศ , เทพมารสะท้านภพ และ จอมคนแผ่นเดือด ทั้ง 4 เรื่องนี้ส่วนตัวได้อ่านมา แค่ 3 เทพมารสะท้านภพยังไม่เคยได้อ่านเลย แต่ 3 เรื่องที่มาอ่านนี้ ยอมรับว่า หวงอี้ แต่งเอาตัวละครเอก ไปผูกกับประวัติศาสตร์ ซึ่งถือว่า คล้ายกับสไตล์การเขียนของ กิมย้งมาก ที่จะสร้างตัวละครเองไปโลดแล่นในประวัติศาสตร์ จนเราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไปแล้ว อย่างเรื่อง อุ้ยเสี่ยวป้อ ที่ไปเป็น ขุนนาง คนสนิทชิดใกล้ ของ คังซี ฮ่องเต้ หรือ ก๊วยเจ๋ง ที่ถึงขั้นได้เป็น ราชบุตรเขย ของจอมทัพสะท้านโลก อย่างเจงกิสข่านเลยทีเดียว ซึ่งลักษณะการเขียนประเภทนี้ืทำให้ผู้อ่าน ได้ทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ เป็นของแถมจากความบันเทิง อย่างของหวงอี้ ก็จะเป็นเรื่อง มังกรคู่สู้สิบทิศ ที่ตัวละครเอง อย่าง โค่วจง และ ฉีจือหลิง ได้ไปรู้จักกับ หลี่ซื่อหมิน หรือ ที่ต่อมากได้ครองราช เป็นมหาจักรพรรดิ์ที่รุ่งเรื่องที่สุดในจีน ยุคหนึ่งนั้นคือ ถังไท่จง ฮ่องเต้นั้นเอง

ลีลาการเขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์แบบนี้ถือเป็นจุดเด่นของทั้ง กิมย้ง และ หวงอี้เลยทีเดียว พอดีไปเจอ บทสัมภาษณ์หวงอี้ มาเลยจะขอเอามาให้อ่านกัน กับ หัวเรื่อง “คุยกับหวงอี้” วันที่ 23 กันยายน 2550 จาก คมชัดลึก

กล่าวสำหรับยุคนี้ นักเขียนนวนิยายจีนที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงสุด ต้องนึกถึง “หวงอี้” นักเขียนชาวฮ่องกง ที่ได้ชื่อว่าเขียนเค้าโครงเรื่องสลับซับซ้อนชวนติดตาม ฝีมือการถักทอไม่แพ้เรื่องราวปรมาจารย์ “กิมย้ง”

และนับเป็นโอกาสดี ที่บริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย เจ้าของลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายผลงานของหวงอี้ ได้เชื้อเชิญหวงอี้และภรรยา มาปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย เพื่อเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุด “เทพลายนภา” ที่แปลโดยขาประจำอย่าง น.นพรัตน์และปรากฏการณ์พลิกฟ้าผ่ายุทธจักร กับจอมเทพอักษราแห่งบูรพาทิศ ก็อุบัติขึ้น!

เป็นการเปิดวงสนทนาประสาคนคอเดียวกัน อย่าง ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แห่งซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น และได้มุมมองจากนักแปลคู่บุญ น.นพรัตน์ ดำเนินรายการโดย วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ทำให้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้สนใจและแฟนคลับอิ่มเอมกันอย่างเต็มที่

แถมเรียกเสียงปรบมืออย่างยาวนาน เมื่อหวงอี้ ยกมือไหว้ พร้อมกับกล่าวคำว่า”สวัสดีครับ” ก่อนจะหยิบโน้ตแผ่นเล็กจากกระเป๋า พยายามอ่านออกเสียงว่า “ผมดีใจที่ได้มาประเทศไทย ผมพูดได้เท่านี้ ขอบคุณครับ”

หลังจากอ.วิโรจน์กล่าวชื่นชม ก็ยิงคำถามต่อว่าเริ่มเขียนงานตั้งแต่เมื่อไร หวงอี้บอกว่า เริ่มเขียนมาประมาณ 20 ปี”แต่จริงๆ ลืมเวลาไปแล้ว เทพทลายนภาเป็นเรื่องแรกเลยที่เขียน เพราะฉะนั้นจึงมีความผูกพันมากๆ เวลาเขียนในตัวมีมีอะไรก็ทุ่มลงไปให้หมด หมดไส้หมดพุงเลย เพราะกลัวว่าหนังสือเล่มแรกจะไม่เวิร์ค” หวงอี้กล่าว

เมื่อโยนไมค์ให้ ก่อศักดิ์ กล่าวถึงเนื้อเรื่อง เขาบอกว่าอ่านเรื่องนี้มาเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว จำได้ว่าเป็นเรื่องที่มีเค้าโครงเกี่ยวกับวิชาช่วงเริ่มต้นการฝึกวิชาต่างๆ รวมทั้งวิชามาร ที่แทบจะไปถึงนิพพานได้

“อันนี้คือจุดที่น่าทึ่ง แต่ว่าเทพทลายนภา เป็นเรื่องแรกที่เขาเขียน และเป็นเรื่องแรกที่ผมอ่านงานของเขา ตอนนี้ก็เลยจำได้แต่จอมคนแผ่นดินเดือด” ผู้บริหารซีพีออกตัว

น.นพรัตน์ จึงขอเล่าเรื่องย่อนี้เองว่า เป็นเรื่องของชาวมองโกลครองประเทศ ตัวพระเอกคล้ายๆ กับเป็นคนที่หลุดโลกอยู่แล้ว แต่เข้ามาตามคำเชื้อเชิญชักชวนของยอดฝีมือ ต้องการเข้าไปในวังแห่งหนึ่ง เพื่อไปค้นหาความลับวิชาฝีมือ เรื่องนี้จะพูดถึง ม้วนภาพเทพยุทธ์คัมภีร์ เทพยุทธ์อักษรฟ้า ตำรากระบี่เมตไตร ที่เรื่องมังกรคู่เอามาใช้บ่อย ม้วนภาพเทพยุทธ์ ปรากฏเป็นภาพสุดท้ายคือภาพตัวบุคคลสามารถหลุดโลกออกไปคือทลายนภากาศออกไป หรือผ่ามิติออกไปได้ คนที่ผ่ามิติได้คนแรกคือ ฟู่อิง และคนสุดท้ายที่ผ่าออกไปได้คือเอี้ยนเฟย

“หวงอี้บอกว่ามีอะไรเขียนลงไปหมด จริง เพราะเป็นเรื่องแรกในชีวิตของเขา มีเนื้อหาสาระและมีฉากการต่อสู้ดุดัน กลายเป็นพื้นฐานให้เขาเขียนต่อมาอีกหลายเรื่อง ได้ถามหวงอี้ว่าเล่มที่ผมเอามาแปล ต่างจากเล่มเมื่อสมัย 19 ปีอย่างไร เขาบอกว่าได้ปรับปรุงมากพอสมควร” น.นพรัตน์ กล่าว

ถึงตรงนี้ก่อศักดิ์ เสริมว่า หลังจากเรื่องนี้แล้ว หวงอี้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์อีกหลายๆ เล่ม โดยดึงแนวคิดทางฟิสิกส์หรือวิทยาศาสตร์มาใช้ ทำให้ดูมีมิติมากกว่าแค่ไสยศาสตร์ธรรมดา

ถามเจ้าตัวบ้างว่า ต้นทางความคิดการผูกเรื่องเป็นย่างไร

“ผมคิดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบ มองเห็นตอนจบเรียบร้อยแล้ว มีหัวมีหาง ตรงกลางตัวอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ กระทั่งเขียนออกมาเป็นแบบนี้ จริงๆ เรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ เป็นหนังสือที่มีแบ็คกราวนด์เกี่ยวกับราชวงศ์ถัง เป็นเรื่องที่ยาวที่สุด เท่าที่เคยมีมาในยุทธภพ” หวงอี้ กล่าวถึงนวนิยายเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศด้วยความภูมิใจ

“เปรียบง่ายๆ ว่าเอามังกรหยก สามภาคมารวมกันก็ไม่ยาวเท่านี้ มังกรหยก ก้วยเจ๋ง เอี้ยก้วย เตียบ่อกี้ ทั้งสามภาคมารวมกันยังไม่ยาวเท่านี้” น.นพรัตน์ ช่วยยืนยัน

“ยาวประมาณ 6 ล้านกว่าตัวอักษรจีน ใช้เวลา 5 ปี และช่วง 5 ปีนี้ ผมไม่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ไหนเลย ขลุกอยู่แต่กับคอมพิวเตอร์ แต่เขียนด้วยมือก่อน ใช้ปากกาดินสอเขียน เขียนเสร็จแล้วค่อยเอาไปพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดว่ามาอยู่หน้าจอเวบไซต์เมื่อไรก็เหมือนพักผ่อน เหมือนได้เดินทางไปต่างประเทศ เหมือนเดินทางมาประเทศไทยเวลานี้” หวงอี้ ยังอยากพูดถึงมหากาพย์เล่มเดิม

ด้าน ก่อศักดิ์ ตัวตั้งตัวตีให้แปลงานของหวงอี้ในภาคภาษาไทย บอกว่า คนที่อ่านงานของหวงอี้ทุกเล่ม จะรู้ประวัติศาสตร์จีนในช่วงนั้นๆ รวมทั้งได้ปรัชญา ความคิด ศาสนา ด้วย

“กิมย้งให้ หวงอี้ก็มีให้ คือต้องยกย่องว่ากิมย้งเก่งมาก ด้านข้อคิด ปรัชญา แต่หวงอี้ก็มีเหมือนกัน”

มีคำถามจากสื่อมวลชน ที่ถามว่าทำไมถึงหลอมรวม “วิทยาศาตร์กับบู๊ลิ้ม” เป็นเรื่องเดียวกันได้ หวงอี้อธิบายว่า

“จริงๆ ผมไม่ได้แบ่งว่าวิทยาศาสตร์หรือบู๊ลิ้มสองเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่ผมมองเป็นภาพรวมว่ามนุษย์ของเรา เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในกระบวนการของวิวัฒนาการ เพราะฉะนั้นวิวัฒนาการเป็นอย่างนี้ ทุกสรรพสิ่งมันก็ไปหมดทั้งกะบิกระบวนการจะไม่มีที่สิ้นสุด มันจะต้องมีวิวัฒนาการต่อไป”

สำหรับคำถามที่ว่า ตัวละครตัวไหนที่เขาโปรดปรานที่สุด และเพราะอะไร ดูจะเป็นเรื่องที่หลายคนอยากรู้

“ชอบตัวละครตัวที่ไม่ชีช้ำ ไม่ต้องตะเกียกตะกายมาก ตัวละครที่อ่านไปแล้วดวงพาไปอย่างสบายๆ”

ส่วนเรื่องที่เขียนยากที่สุด เจ้าตัวก็ตอบว่า เรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” เพราะเหมือนได้ปีนขึ้นไปสุดยอดของภูเขาแล้ว ไม่มีทางให้เดินต่อไป

“ต้องรักษาระดับของตัวเองต่อไปให้ได้ เพราะตอนเขียนจอมคนฯ ตอน 1, 2, 3 ยังไปติดอยู่กับมังกรคู่อยู่มาก พอเขียนถึงตอนสามถึงสลัดตัวเองออกมาจากมังกรคู่ได้ และเข้าไปอยู่ในโลกของจอมคนฯ และพุ่งขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง”

สัมภาษณ์ได้พักใหญ่ กระทั่งมาถึงคำถามว่า วางแผนว่าจะวางปากกาเมื่อไร หวงอี้บอกสั้นๆ ให้ชื่นใจว่า

“ไม่มี ตราบใดที่ยังมีคนอ่านก็ยังจะเขียนต่อไป”

หวงอี้
โฉมหน้า สุดยอดนักประพันธ์ หวงอี้

ถ้าจำไม่ผิดเหมือนเคยได้ยินว่ามีเกมส์ออนไลน์ ชื่อว่า หวงอี้ ออนไลน์ กันเลยทีเดียง ส่วนตัวไม่เคยเล่นเหมือนกัน เพียงแต่เคยได้ยินชื่อ สงใสจะเป็นพวกเกมส์รวบรวมตัวละคร แบบพวก จอมยุทธทั้งหลาย มาสู้กันรึปล่าวไม่แน่ใจ ฮ่ะๆ แต่ยังไงก็ชื่นชอบผลงานของหวงอี้ และจะติดตามต่อไป ท่านได้เข้ามาแล้วสนใจผลงานของหวงอี้ ก็ลองไปหาซื้อ เช่า ยืม จับจองเป็นเจ้าของ มาเสพย์ กันได้นะ : )

มังกรคู่สู้สิบทิศ มหากาพย์โดย หวงอี้

1 Comment

จริงๆ แล้วโดยส่วนตัวไม่่ค่อยจะได้อ่านนิยายของ หวงอี้ สักเท่าไหร่ ส่วนมากจะอ่านของกิมย้ง โกวเล้งซะมากกว่า แต่ด้วยผลงานอันลือชื่อของ หวงอี้ นั้นคือ “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” ที่เหมือนจะเป็นนิยายที่แจ้งเกิด ให้กับหวงอี้เลยทีเดียว ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ก็ลองซื้อ มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มแรก มาประเดิม อ่านได้ซักหน่อยก็ ติดใจ เพราะเนื้อเรื่อง ค่อนข้างอิงประวัติศาสตร์ เพราะโดยส่วนตัวก็ชอบศึกษาประวัติศาสตร์จีนมาอยู่แล้ว ดังนั้น เลยประจวบกัน เหมาะเจาะ รสชาติเลยสนุกแบบบอกไม่ถูก ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนั้นได้มีโอกาส ได้ชม หนังจีน ชุด มังกรคู่สู้สิบทิศ ที่เคยฉายทางช่อง 3 ตอนเย็น ยิ่งทำให้เห็นภาพเข้าไปใหญ่ แหะๆ ไหนๆ แล้วก็ ขอเล่าเรื่องราว คร่าวๆ ของ มังกรคู่สู้สิบทิศ หน่อยละกัน

มังกรคู่สู้สิบทิศ ใช้ฉากช่วงปลายราชวงศ์สุย ต่อตอนต้นราชวงศ์ถัง
ของประเทศจีน ระหว่างปี ค.ศ. 611-626

เนื่องจากสุยหยางตี้ฮ่องเต้มัวลุ่มหลง วันๆหาความสุขใส่ตัว โดยไม่คำนึงถึงความสุข
ของราชฎร ผลาญเงินในท้องพระคลัง แถมยังยกทัพรุกรานไปทั่ว ผืนดินทุกข์ร้อน
ทุกหย่อมหญ้า เกิดผู้ที่แข็งข้อตั้งตัวเป็นใหญ่มากมาย (ออกแนวยุคสามก๊ก)

ท่ามกลางกลียุคช่วงนี้ หวงอี้ ได้สร้างตัวละครเอกขึ้นมาสองคน
เป็นอันธพาลน้อยแห่งเมืองหยางโจว นั่นก็คือ โค่วจง และ ฉีจื่งหลิง

ทั้งสองเป็นเด็กกำพร้า อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก รักกันเหมือนพี่น้อง
ต่างคิดฝันเข้าร่วมกับ กองทัพธรรม เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง

ตอนเปิดเรื่อง โค่วจงและฉีจื่อหลิง ไม่มีพลังฝีมือ ไม่มีความสามารถอันใด
กลับจับพลัดจับผลูได้คัมภีร์ เคล็ดวิชาอมตะ … หลังจากนั้นชีวิตของ
ทั้งสองก็เปลี่ยนแปลงไป กลับถูกโยงใยเข้าเกี่ยวข้องกับการช่วงชิงแผ่นดิน
ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม ตลอดจนการรวม
ประเทศให้เป็นปึกแผ่น เกิดเป็นเรื่องราวของ มังกรคู่สู้สิบทิศ

ภาพยนต์จีน มังกรคู่สู้สิบทิศ

นิยายอิงประวัติศาสตร์นั้น มีข้อจำกัด อยู่นั้นก็คือ ผู้เขียนจะต้องเขียนให้ กลมกลืน
และไม่เบี่ยงเบนประวัติศาสตร์ … และนั่นก็คือการท้าทายอย่างหนึ่ง
ตามประวัติศาสตร์แล้ว ผู้ที่รวมประเทศเป็นปึกแผ่น และได้เป็นฮ่องเต้ ก็คือ
หลี่ซื่อหมิน หรือ ภายหลังก็คือ ถังไท่จงฮ่องเต้ นั้นเ้อง

ส่วนตัวละครเอกที่หวงอี้สร้างขึ้น โค่วจง ก็มีปณิธานที่จะรวมประเทศ
และตั้งตนเป็นฮ่องเต้เหมือนกัน กลับกลายเป็นว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม
กับบุคคลจริงทางประวัติศาสตร์

เรื่องราวดำเนินไปอย่างตื่นเต้นเร้าใจ ผสานกับโครงเรื่องที่ซับซ้อน
แต่ลงตัว ทำให้ผู้อ่านลุ้นไปเรื่อย ๆ ว่า ผู้เขียนจะหาทางจบลงอย่าง
สวยงามได้อย่างไร

ลีลาลวดลายการเขียนของหวงอี้ นั้นค่อยข้างเรียกได้ว่าเกือบเทียบชั้นอย่าง บรมครู กิมย้ง ได้เลยทีเดียวเพราะเน้นการผูกเรื่องกับประวัติศาสตร์ ใช้ตัวละครส่วนใหญ่ที่มีตัวตนจริง ประกอบกับตัวละครเอกที่ตนสร้างขึ้นเอง ได้อย่างลงตัว อีกทั้ง พระเอกในเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศนี้ ประเดิมเปิดเรื่องมาก็ไม่ได้มีวิชา วรยุทธอันใด คล้ายๆ กับ ก๊วยเจ๋ง ใน มังกรหยก ของ กิมย้งเลย เพราะหลังๆ มาเริ่มเก่งขึ้นเรื่องๆ ด้วยความบังเอิญไปเจอนู้นเจอนี้ แล้วเก่งขึ้นมาซะงั้น ฮ่าๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบ นิยายอิงประวัติศาสตร์จีน และ พวกการเมือง การยุทธ ต่างๆของจีน ก็ไปหาจับจองเป็นเจ้าของ หรือ หาซื้อมาอ่านกันได้ ที่ มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่ม 1 รับรองไม่ผิืดหวัง แฟนๆ นิยายจีน