เคยฟังนิทานเรื่อง”เด็กเลี้ยงแกะ” กันมั้ยครับ เชื่อว่าก่อนนอน พ่อ-แม่ทุกคนคงเคยเล่าให้ฟัง หรือบางคนที่ไม่เคยฟัง ก้อคงได้ยินสำนวนที่ชอบพูดว่า อย่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะ=อย่าโกหก เป็นแน่

ใจความสำคัญของนิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า เด็กเลี้ยงแกะนั้นวัน ๆ นึงไม่ได้ทำอะไรนอกจากเลี้ยงแกะอย่างเดียวอยู่บนเนินเขาห่างจากหมู่บ้าน เด็กคนนี้มีนิสัยชอบทำตัวเรียกร้องความสนใจ ชอบแกล้งคนอื่น วันนึงจึงสร้างเรื่องว่าหมาป่ามากินแกะไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านฟัง เมื่อชาวบ้านรู้จึงช่วยกันคนละไม้คนละมือหยิบอาวุธเพื่อไปจัดการกับหมาป่า แต่พอไปถึง…กลับไม่พบอะไร เด็กเลี้ยงแกะก็รู้สึกชอบใจสนุกสนานที่ได้แกล้งชาวบ้านเล่น และก็เป็นแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง จนเมื่อวันนึงมีหมาป่ามากินแกะจริง ๆ นิทานเรื่องนี้จบลงด้วย หมาป่ากินแกะไปหมดคอก เด็กเลี้ยงแกะร้องไห้เสียใจ ชาวบ้านสมน้ำหน้า

และทุกคนก็คงได้ยินข้อคิดมาเหมือนกันว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าโกหก เพราะจะเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ” ซึ่งมันก็ถูกครับ แต่เรื่องนี้จริง ๆ อาจมีข้อคิดแฝงอยู่ลึกกว่านั้น ลองคิดดูนะครับ เด็กเลี้ยงแกะซึ่งวัน ๆ เลี้ยงแกะเพียงอย่างเดียว มันจะเบื่อบ้างมั้ยครับ เด็กเลี้ยงแกะอาศัยอยู่คนเดียวบนเนินเขา ห่างจากหมู่บ้าน มันจะเหงาบ้างปะ เด็กเลี้ยงแกะมันก็คงเซ็งแหละครับ จึงหาเรื่องสนุก ๆ ทำให้ตัวเองแก้เซ็ง เลยแต่งเรื่องแกล้งชาวบ้านไปเรื่อย จริง ๆ เด็กเลี้ยงแกะอาจจะไม่ได้อยากโกหกชาวบ้านก็ได้ครับ คงไม่รู้ว่าจะสร้างสัมพันธ์กับชาวบ้านยังไง ทีนี้พอชาวบ้านสนใจก็เริ่มชอบใจและทำต่อไป จะไปว่าอะไรมันได้ มันยังเด็กอยู่นะ ตอนแรกที่เด็กเลี้ยงแกะโกหกนั้นมีชาวบ้านคนไหนนึกเอะใจบ้างมั้ยครับว่าทำไมเด็กถึงโกหก…มีซักคนมั้ยที่นึกขึ้นได้ว่าที่เด็กโกหกเพราะมันเหงา มันเบื่อ มันไม่มีเพื่อนเล่น…มีซักคนมั้ยครับที่นึกว่าทำไมเด็กคนนี้ต้องโกหกด้วย ถ้าตอนนั้นมีซักคนนึกขึ้นมา นิทานเรื่องนี้คงจบลงแบบ happy ending ละครับ แกะคงไม่ถูกกินหมดคอก หมาป่าถูกจัดการ เด็กเลี้ยงแกะมีคนสนใจ และสุดท้ายไม่มีการโกหกของเด็กเลี้ยงแกะอีกต่อไป

ลองมองให้ลึกครับ คนที่ทำตัวไม่ดีอย่าเพิ่งไปตัดสิน มันอาจมีเหตุผลมากกว่านั้น ตอนนั้นเราอาจยังมองไม่ออกก็ให้เผื่อใจไว้ก่อน เพราะมันอาจไม่ใช่ที่เราเห็นตรงหน้าเสมอไป สุดท้ายเมื่อเราตัดสินไปแล้ว…เราก็จะมองเป็นแบบนั้นตลอดไป

Mother teresa – “If you judge people, you have no time to love them”