คุณรู้จัก “สามก๊ก” ไหม? เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ตอบว่ารู้จัก ถึงแม้สามก๊กจะเป็นนิยายจีน  แต่คนไทยเราก็รู้จักเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเคยฟังจากการบอกเล่า อ่านจากตำราและหนังสือการ์ตูน ดูจากละครโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ หรือจากการเล่นเกมส์ แล้วนิยายจีนเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับสังคมไทยอย่างไร? ขอนำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้

สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จัดเป็นวรรณกรรมเพชรน้ำเอกของโลก เป็นมรดกทางปัญญาของปราชญ์ชาวตะวันออกที่ยอดเยี่ยม จึงได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 10 ภาษา และตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่งขึ้นประมาณในช่วง 14 ยุคสมัยราชวงศ์หยวน บทประพันธ์โดย “หลอกว้านจง” (Luo Guanzhong)

เนื้อหาในสามก๊ก มีความหลากหลายรสชาติ เต็มไปด้วยกลเล่ห์เพทุบาย กลศึกในการรบ การชิงรักหักเหลี่ยม ความเครียดแค้นชิงชัง ความซื่อสัตย์ และการให้อภัย มีเนื้อหาและเรื่องราวในทางที่ดีและร้ายปะปนกัน ภาพโดยรวมของสามก๊กกล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊กในปีพ.ศ.763-823 โดยจุดเริ่มต้นของสามก๊กเริ่มจากยุคโจรโพกผ้าเหลืองในปี พ.ศ.726 ที่ออกอาละวาด จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสามคือ “เล่าปี่” “กวนอู” และ “เตียวหุย” ได้ร่วมสาบานเป็นพี่น้องและร่วมปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง รวมทั้งการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นของก๊กต่างๆ ประกอบด้วย “วุยก๊ก” หรือ “ก๊กเว่ย” ของตระกูลโจ โจโฉ โจผี โจยอย “จ๊กก๊ก” หรือ “ก๊กสู่” ของเล่าปี่ และ “ง่อก๊ก” หรือ “ก๊กหวู” ของตระกูลซุน ซุนกวน จนถึงการสถาปนาราชวงศ์จิ้นโดย “สุมาเอี๋ยน” หลานสุมาอี้ รวมระยะเวลาประมาณ 60 ปี นอกจากนี้ สามก๊กยังเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับ “ไซอิ๋ว” “ซ้องกั๋ง” และ “ความฝันในหอแดง” ด้วย

หนังสือ สามก๊ก

สามก๊ก ฉบับ หอพระสมุด

สำหรับในประเทศไทย กลิ่นอายของสงครามตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ.2310 จนสิ้นรัชกาลที่ 1 กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของการเกิดวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น รามเกียรติ์ ราชาธิราช สามก๊ก เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามทั้งสิ้น สามก๊กจึงได้รับการแปลขึ้นเพื่อประโยชน์ของราชการบ้านเมืองที่นำมาใช้ทางด้านการทหาร ด้วยการทำอุบายสารพัดรูปแบบ เช่น อุบายการเมือง ได้แก่ อุบายทางการทูต ขงเบ้งผูกไมตรีเป็นพันธมิตรกับซุนกวนแห่งกังตั๋ง ไม่ยอมให้โจโฉผูกมิตรหรือครอบงำซุนกวน ถ้าหากก๊กโจโฉและก๊กซุนกวนเกิดรวมกันได้ ก๊กเล่าปี่ก็จะเสียเปรียบอย่างมหาศาล ในสมัยรัชกาลที่ 1 รัตนโกสินทร์ผูกมิตรกับลานนา สืบทอดมาตั้งแต่สมัยธนบุรีตอนปลาย เพราะถ้าหากว่าลานนาตกไปเป็นของพม่า จะทำให้ไทยต้องรับศึกหนักทั้งทางภาคเหนือและภาคตะวันตก และอุบายทางการปกครอง ในสามก๊ก พระเจ้าจักรพรรดิในเมืองหลวงอยู่ในฐานะรัฐบาลกลาง แต่บังคับบัญชาเพียงในราชธานี หัวเมืองต่างอยู่ในอำนาจของเจ้าเมือง รัฐบาลกลางต้องระวังมิให้พวกนี้เป็นกบฏได้ แต่จะควบคุมได้ก่อต่อเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิมีอานุภาพมาก หรือมีอัครมหาเสนาบดีที่เป็นที่ยำเกรง รัตนโกสินทร์เองก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน เช่น การแต่งตั้งข้าราชการออกไปปกครองหัวเมือง ลดอำนาจเจ้าประเทศราชให้มาขึ้นกับเมืองหลวง เอาตัวรัชทายาทเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงโดยถือว่าเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ส่วนอุบายการสงคราม ในสามก๊กมีหลายสิบแบบ เช่น การโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์ โจมตีจุดอ่อนของข้าศึก แสร้งทำว่ามีกำลังมาก การสอดแนม ฯลฯ ซึ่งมีหลายครั้งที่ไทยใช้กำลังน้อยแต่เอาชนะข้าศึกที่กำลังมากได้ด้วยวิธีการต่างๆกันแตกต่างจากที่เคยทำสมัยอยุธยา

ด้วยเหตุนี้ “สามก๊ก” สำนวนเจ้าพระยาคลัง(หน) จึงได้แปลขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น “ยอดของความเรียงนิทาน” คู่กับ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  นับเป็นวรรณคดีที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทย แต่เนื่องจากสามก๊กสำนวนเจ้าพระยาคลัง(หน) ฉบับพิมพ์มีสองฉบับคือ ฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเล และฉบับราชบัณฑิตยสภา ซึ่งชำระปรับปรุงมาจากฉบับแรก เป็นฉบับมาตรฐานที่พิมพ์แพร่หลายต่อมา และฉบับหลังๆ มีความคลาดเคลื่อนไปจากฉบับพิมพ์ครั้งแรก ล่าสุดได้มีการจัดพิมพ์หนังสือ “สามก๊ก สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ราชบัณฑิตยสภาชำระ” โดยถ่ายแบบจากฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2471 มาพิมพ์ใหม่โดยไม่ต้องจัดทำต้นฉบับใหม่ เพื่อตัดปัญหาเรื่องพิมพ์ผิดและพิสูจน์อักษรผิด จำนวน 500 ชุด ใน 1 ชุดมีสามก๊กฉบับสมบูรณ์ 4 เล่ม และ “ตำนานหนังสือสามก๊ก” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 1 เล่ม จัดพิมพ์ทั้งหมด 2,500 เล่ม มอบให้กับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

สามก๊ก 2010

ซีรี่ย์ สามก๊ก 2010

การอ่านสามก๊กนอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วยังทำให้ผู้อ่านซึมซับศาสตร์ความรู้ บทเรียน วิธีคิด วิธีปฏิบัติ ตลอดจนการตัดสินใจ และผลของการตัดสินใจในรูปแบบต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การเรียน การทำงาน การคิด การตัดสินใจ การปฏิบัติตัว ความรัก ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ การรู้จักไหวพริบและสติปัญญาในการบริหารจัดการบ้านเมือง องค์กรธุรกิจ และผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ในยุคปัจจุบันได้อย่างเห็นผล ถ้าผู้อ่านรู้จักเอาไปประยุกต์ใช้ในทางที่ดี ก็ย่อมจะเกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย