ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปี 2556 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6-8 (YoY) ใกล้เคียงกับที่คาดว่า จะขยายตัวประมาณร้อยละ 7.2 ในปี 2555 และคาดว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธุรกิจค้าปลีกของไทยน่าจะยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติมากขึ้น ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกหันมาวางกลยุทธ์ในเชิงรุกด้วยการขยายจำนวนสาขาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ “ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็ก” น่าจะกลายเป็นรูปแบบค้าปลีกที่น่าสนใจ และสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบายและรวดเร็ว นอกจากนี้ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็ก ยังเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีอัตราการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับค้าปลีกรูปแบบอื่นๆ และด้วยขนาดของร้านค้าที่ใช้พื้นที่ไม่มากนักประมาณ 100-700 ตารางเมตร รวมถึงข้อจำกัดในเรื่องของผังเมือง ทำให้สามารถขยายสาขาได้ง่ายเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ในปี 2556 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มูลค่าตลาดของร้านค้าปลีกขนาดเล็กจะมีการขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15-20 (YoY) ขณะที่การขยายสาขาน่าจะเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 สาขา รวมเป็นกว่า 12,000 สาขาทั่วประเทศ

ค้าปลีก

ดังนั้น จากการหันมารุกขยายสาขาขนาดเล็กของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนมากขึ้น นำมาซึ่งการเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอี (SMEs) ที่อาจจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งไม่เฉพาะแต่ผู้ประกอบการไทยเท่านั้น ยังรวมไปถึงนักลงทุนต่างชาติที่มีโอกาสจะเข้ามาขยายการลงทุนค้าปลีกในไทยเพิ่มขึ้นภายหลังจากการเปิดเสรี AEC ในปี 2558 ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นับตั้งแต่วันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ โดยอาจจะเริ่มจากการมองหาจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงสินค้าและบริการให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ท่ามกลางหลากปัจจัยที่ท้าทาย