ช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสได้คุยกับคนที่ทำธุรกิจให้เช่าพระเครื่อง ก็เลยคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะส่วนตัวรู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องพวกนี้ มันเหมือนหากินบนความเชื่อของคน หรือเรียกอีกอย่างว่า หากินกับพระกับเจ้า นั้นเอง สมัยเด็กเคยมีความคิดว่า เช่าพระแล้วต้องคืนเมื่อไหร่? ด้วย คิดไปแล้วก็ตลกแหละั จนมารู้ความจริงเมื่อโตขึ้นนั้นเอง เพราะเป็นการเลี่ยงคำ ไม่อยากใช้คำว่า ซื้อขายพระ เลยใช้คำว่า เช่าบูชา แทน ทั้งที่จริงๆ เจตนา และ การกระทำ เหมือนกัน ปลายทางเหมือนกัน แค่ต้นทางใช้คำว่า เช่า เท่านั้นเองนั้นแหละ คุยๆ เรื่องพวกนี้ ทางผู้ประกอบการเขาก็ไม่เถียง เพราะในทางปฏิบัติมันเป็นแบบนั้นจริงๆ นั้นแหละ

แต่เขาก็เล่าประวัติมาว่าถ้าแรกเริ่มจริงๆ ในอดีตสมัยก่อน คนเราอยากจะได้พระ แต่ยากจน ไม่สามารถไปหล่อพระเป็นองค์แบบในวัดมาบูชาที่บ้านได้ ก็มีพระบางองค์ก็ไปนำดินเหนียวมาปั้นเป็นองค์พระพุทธรูป แจกให้ชาวบ้านยามชาวบ้านมาทำบุญที่วัด จากนั้นเป็นต้นมา ก็เริ่มมีการทำพระเครื่องแบบนี้แจกจ่าย ให้กับญาติโยมทั้งหลายที่มาทำบุญ หรือมาร่วมงานบุญที่วัด เป็นแบบนี้สืบมา จนปัจจุบัน การจะมห้คนช่วยทำบุญ สร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างศาลา สร้างพระพุทธรูปกัน ก็มักจะใช้ พระเครื่องเหล่านี้ มาเป็นกันเชิญชวน เหมือนประเด็นหลักคือการเรี่ยรายทำบุญ แล้วได้ของที่ระลึกเป็นพระเครื่องนั้นเอง จะพูดแบบนี้ก็ได้ แต่เอาเข้าจริงๆ คนปกติ สามัญชนส่วนใหญ่กลับมองว่าจริงๆ แล้ว พระเครื่องเป็นจุดสำคัญ เป็นสินค้าหลักที่ต้องการจะซื้อ แล้วเงินที่ได้จากการขายพระเครื่องนั้นแหละ ที่นำไปสมทบทุนทำบุญ สร้างวัด นั้นสินะ กลายเป็นแบบนี้ไป ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันคนสนใจในเรื่องวัตถุมากกว่าสิ่งอื่นใด หากอะไรจับต้องได้ก็เอาไว้ก่อน บุญกรรมมันจับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่พระเครื่องวัดวา พอจับต้องได้เห็นได้ก็ขอเห็น ขอจับ ขอสัมผัสไว้ก่อนหละนั้น

ที่มาพูดเรื่องนี้ก็แค่จะบอกว่ามันอยู่ที่มุมมอง พระเครื่อง ก็เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ให้ชาวพุทธอย่างเราๆได้ระลึกถึง เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อย่าไปเชื่อมั่นว่าจะอยู่ยงคงกระพัน เพราะสุดท้าย ดีชั่ว อยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำ อยู่ที่ทำตัว เหมือนที่ หลวงพ่อคูณ เคยบอกไว้ เพราะเคยมีคนไปถาม หลวงพ่อคูณ ว่า “หลวงพ่อคูณแจกพระให้กับคนไม่ดีเป็นโจรผู้ร้ายอย่างนี้หลวงพ่อไม่บาปหรือ” หลวงพ่อคูณแกก็ตอบว่า “กูจะไปรู้หรือ ว่ามันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร เมื่อมันได้รับประโยชน์จากของที่กูแจก มันคงคิดได้ว่า เป็นเพราะพระศาสนา มันจะได้เข้ามาสนใจปฏิบัติธรรม” ถ้า มีใจอยู่กับ “พุทโธ” ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่าใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก

นั้นสินะ ก็เป็นเหมือนหลวงพ่อคูณว่านั้นแหละ สุดท้ายการกระทำของเรานั้นแหละที่เป็นตัวตัดสิน