จา่กที่เคยพูดถึงนิยายจีนที่ผ่านมา เกี่ยวกับผู้เขียน นาม “หวงอี้” ที่ปัจจุบันถูกเรียกได้ว่าเป็น มือเขียนนิยายจีนอันดับต้นๆ เป็นคลื่นลูกใหม่ที่ไม่แพ้บรมครู สองท่านอย่าง กิมย้ง และ โกวเล้งเลยก็ว่าได้ ผลงานของ หวงอี้ ที่เราๆ รู้จักก็มี เจาะเวลาหาจิ๋นซี , มังกรคู่สู้สิบทิศ , เทพมารสะท้านภพ และ จอมคนแผ่นเดือด ทั้ง 4 เรื่องนี้ส่วนตัวได้อ่านมา แค่ 3 เทพมารสะท้านภพยังไม่เคยได้อ่านเลย แต่ 3 เรื่องที่มาอ่านนี้ ยอมรับว่า หวงอี้ แต่งเอาตัวละครเอก ไปผูกกับประวัติศาสตร์ ซึ่งถือว่า คล้ายกับสไตล์การเขียนของ กิมย้งมาก ที่จะสร้างตัวละครเองไปโลดแล่นในประวัติศาสตร์ จนเราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไปแล้ว อย่างเรื่อง อุ้ยเสี่ยวป้อ ที่ไปเป็น ขุนนาง คนสนิทชิดใกล้ ของ คังซี ฮ่องเต้ หรือ ก๊วยเจ๋ง ที่ถึงขั้นได้เป็น ราชบุตรเขย ของจอมทัพสะท้านโลก อย่างเจงกิสข่านเลยทีเดียว ซึ่งลักษณะการเขียนประเภทนี้ืทำให้ผู้อ่าน ได้ทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ เป็นของแถมจากความบันเทิง อย่างของหวงอี้ ก็จะเป็นเรื่อง มังกรคู่สู้สิบทิศ ที่ตัวละครเอง อย่าง โค่วจง และ ฉีจือหลิง ได้ไปรู้จักกับ หลี่ซื่อหมิน หรือ ที่ต่อมากได้ครองราช เป็นมหาจักรพรรดิ์ที่รุ่งเรื่องที่สุดในจีน ยุคหนึ่งนั้นคือ ถังไท่จง ฮ่องเต้นั้นเอง

ลีลาการเขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์แบบนี้ถือเป็นจุดเด่นของทั้ง กิมย้ง และ หวงอี้เลยทีเดียว พอดีไปเจอ บทสัมภาษณ์หวงอี้ มาเลยจะขอเอามาให้อ่านกัน กับ หัวเรื่อง “คุยกับหวงอี้” วันที่ 23 กันยายน 2550 จาก คมชัดลึก

กล่าวสำหรับยุคนี้ นักเขียนนวนิยายจีนที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงสุด ต้องนึกถึง “หวงอี้” นักเขียนชาวฮ่องกง ที่ได้ชื่อว่าเขียนเค้าโครงเรื่องสลับซับซ้อนชวนติดตาม ฝีมือการถักทอไม่แพ้เรื่องราวปรมาจารย์ “กิมย้ง”

และนับเป็นโอกาสดี ที่บริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย เจ้าของลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายผลงานของหวงอี้ ได้เชื้อเชิญหวงอี้และภรรยา มาปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย เพื่อเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุด “เทพลายนภา” ที่แปลโดยขาประจำอย่าง น.นพรัตน์และปรากฏการณ์พลิกฟ้าผ่ายุทธจักร กับจอมเทพอักษราแห่งบูรพาทิศ ก็อุบัติขึ้น!

เป็นการเปิดวงสนทนาประสาคนคอเดียวกัน อย่าง ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แห่งซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น และได้มุมมองจากนักแปลคู่บุญ น.นพรัตน์ ดำเนินรายการโดย วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ทำให้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้สนใจและแฟนคลับอิ่มเอมกันอย่างเต็มที่

แถมเรียกเสียงปรบมืออย่างยาวนาน เมื่อหวงอี้ ยกมือไหว้ พร้อมกับกล่าวคำว่า”สวัสดีครับ” ก่อนจะหยิบโน้ตแผ่นเล็กจากกระเป๋า พยายามอ่านออกเสียงว่า “ผมดีใจที่ได้มาประเทศไทย ผมพูดได้เท่านี้ ขอบคุณครับ”

หลังจากอ.วิโรจน์กล่าวชื่นชม ก็ยิงคำถามต่อว่าเริ่มเขียนงานตั้งแต่เมื่อไร หวงอี้บอกว่า เริ่มเขียนมาประมาณ 20 ปี”แต่จริงๆ ลืมเวลาไปแล้ว เทพทลายนภาเป็นเรื่องแรกเลยที่เขียน เพราะฉะนั้นจึงมีความผูกพันมากๆ เวลาเขียนในตัวมีมีอะไรก็ทุ่มลงไปให้หมด หมดไส้หมดพุงเลย เพราะกลัวว่าหนังสือเล่มแรกจะไม่เวิร์ค” หวงอี้กล่าว

เมื่อโยนไมค์ให้ ก่อศักดิ์ กล่าวถึงเนื้อเรื่อง เขาบอกว่าอ่านเรื่องนี้มาเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว จำได้ว่าเป็นเรื่องที่มีเค้าโครงเกี่ยวกับวิชาช่วงเริ่มต้นการฝึกวิชาต่างๆ รวมทั้งวิชามาร ที่แทบจะไปถึงนิพพานได้

“อันนี้คือจุดที่น่าทึ่ง แต่ว่าเทพทลายนภา เป็นเรื่องแรกที่เขาเขียน และเป็นเรื่องแรกที่ผมอ่านงานของเขา ตอนนี้ก็เลยจำได้แต่จอมคนแผ่นดินเดือด” ผู้บริหารซีพีออกตัว

น.นพรัตน์ จึงขอเล่าเรื่องย่อนี้เองว่า เป็นเรื่องของชาวมองโกลครองประเทศ ตัวพระเอกคล้ายๆ กับเป็นคนที่หลุดโลกอยู่แล้ว แต่เข้ามาตามคำเชื้อเชิญชักชวนของยอดฝีมือ ต้องการเข้าไปในวังแห่งหนึ่ง เพื่อไปค้นหาความลับวิชาฝีมือ เรื่องนี้จะพูดถึง ม้วนภาพเทพยุทธ์คัมภีร์ เทพยุทธ์อักษรฟ้า ตำรากระบี่เมตไตร ที่เรื่องมังกรคู่เอามาใช้บ่อย ม้วนภาพเทพยุทธ์ ปรากฏเป็นภาพสุดท้ายคือภาพตัวบุคคลสามารถหลุดโลกออกไปคือทลายนภากาศออกไป หรือผ่ามิติออกไปได้ คนที่ผ่ามิติได้คนแรกคือ ฟู่อิง และคนสุดท้ายที่ผ่าออกไปได้คือเอี้ยนเฟย

“หวงอี้บอกว่ามีอะไรเขียนลงไปหมด จริง เพราะเป็นเรื่องแรกในชีวิตของเขา มีเนื้อหาสาระและมีฉากการต่อสู้ดุดัน กลายเป็นพื้นฐานให้เขาเขียนต่อมาอีกหลายเรื่อง ได้ถามหวงอี้ว่าเล่มที่ผมเอามาแปล ต่างจากเล่มเมื่อสมัย 19 ปีอย่างไร เขาบอกว่าได้ปรับปรุงมากพอสมควร” น.นพรัตน์ กล่าว

ถึงตรงนี้ก่อศักดิ์ เสริมว่า หลังจากเรื่องนี้แล้ว หวงอี้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์อีกหลายๆ เล่ม โดยดึงแนวคิดทางฟิสิกส์หรือวิทยาศาสตร์มาใช้ ทำให้ดูมีมิติมากกว่าแค่ไสยศาสตร์ธรรมดา

ถามเจ้าตัวบ้างว่า ต้นทางความคิดการผูกเรื่องเป็นย่างไร

“ผมคิดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบ มองเห็นตอนจบเรียบร้อยแล้ว มีหัวมีหาง ตรงกลางตัวอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ กระทั่งเขียนออกมาเป็นแบบนี้ จริงๆ เรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ เป็นหนังสือที่มีแบ็คกราวนด์เกี่ยวกับราชวงศ์ถัง เป็นเรื่องที่ยาวที่สุด เท่าที่เคยมีมาในยุทธภพ” หวงอี้ กล่าวถึงนวนิยายเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศด้วยความภูมิใจ

“เปรียบง่ายๆ ว่าเอามังกรหยก สามภาคมารวมกันก็ไม่ยาวเท่านี้ มังกรหยก ก้วยเจ๋ง เอี้ยก้วย เตียบ่อกี้ ทั้งสามภาคมารวมกันยังไม่ยาวเท่านี้” น.นพรัตน์ ช่วยยืนยัน

“ยาวประมาณ 6 ล้านกว่าตัวอักษรจีน ใช้เวลา 5 ปี และช่วง 5 ปีนี้ ผมไม่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ไหนเลย ขลุกอยู่แต่กับคอมพิวเตอร์ แต่เขียนด้วยมือก่อน ใช้ปากกาดินสอเขียน เขียนเสร็จแล้วค่อยเอาไปพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดว่ามาอยู่หน้าจอเวบไซต์เมื่อไรก็เหมือนพักผ่อน เหมือนได้เดินทางไปต่างประเทศ เหมือนเดินทางมาประเทศไทยเวลานี้” หวงอี้ ยังอยากพูดถึงมหากาพย์เล่มเดิม

ด้าน ก่อศักดิ์ ตัวตั้งตัวตีให้แปลงานของหวงอี้ในภาคภาษาไทย บอกว่า คนที่อ่านงานของหวงอี้ทุกเล่ม จะรู้ประวัติศาสตร์จีนในช่วงนั้นๆ รวมทั้งได้ปรัชญา ความคิด ศาสนา ด้วย

“กิมย้งให้ หวงอี้ก็มีให้ คือต้องยกย่องว่ากิมย้งเก่งมาก ด้านข้อคิด ปรัชญา แต่หวงอี้ก็มีเหมือนกัน”

มีคำถามจากสื่อมวลชน ที่ถามว่าทำไมถึงหลอมรวม “วิทยาศาตร์กับบู๊ลิ้ม” เป็นเรื่องเดียวกันได้ หวงอี้อธิบายว่า

“จริงๆ ผมไม่ได้แบ่งว่าวิทยาศาสตร์หรือบู๊ลิ้มสองเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่ผมมองเป็นภาพรวมว่ามนุษย์ของเรา เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในกระบวนการของวิวัฒนาการ เพราะฉะนั้นวิวัฒนาการเป็นอย่างนี้ ทุกสรรพสิ่งมันก็ไปหมดทั้งกะบิกระบวนการจะไม่มีที่สิ้นสุด มันจะต้องมีวิวัฒนาการต่อไป”

สำหรับคำถามที่ว่า ตัวละครตัวไหนที่เขาโปรดปรานที่สุด และเพราะอะไร ดูจะเป็นเรื่องที่หลายคนอยากรู้

“ชอบตัวละครตัวที่ไม่ชีช้ำ ไม่ต้องตะเกียกตะกายมาก ตัวละครที่อ่านไปแล้วดวงพาไปอย่างสบายๆ”

ส่วนเรื่องที่เขียนยากที่สุด เจ้าตัวก็ตอบว่า เรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” เพราะเหมือนได้ปีนขึ้นไปสุดยอดของภูเขาแล้ว ไม่มีทางให้เดินต่อไป

“ต้องรักษาระดับของตัวเองต่อไปให้ได้ เพราะตอนเขียนจอมคนฯ ตอน 1, 2, 3 ยังไปติดอยู่กับมังกรคู่อยู่มาก พอเขียนถึงตอนสามถึงสลัดตัวเองออกมาจากมังกรคู่ได้ และเข้าไปอยู่ในโลกของจอมคนฯ และพุ่งขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง”

สัมภาษณ์ได้พักใหญ่ กระทั่งมาถึงคำถามว่า วางแผนว่าจะวางปากกาเมื่อไร หวงอี้บอกสั้นๆ ให้ชื่นใจว่า

“ไม่มี ตราบใดที่ยังมีคนอ่านก็ยังจะเขียนต่อไป”

หวงอี้
โฉมหน้า สุดยอดนักประพันธ์ หวงอี้

ถ้าจำไม่ผิดเหมือนเคยได้ยินว่ามีเกมส์ออนไลน์ ชื่อว่า หวงอี้ ออนไลน์ กันเลยทีเดียง ส่วนตัวไม่เคยเล่นเหมือนกัน เพียงแต่เคยได้ยินชื่อ สงใสจะเป็นพวกเกมส์รวบรวมตัวละคร แบบพวก จอมยุทธทั้งหลาย มาสู้กันรึปล่าวไม่แน่ใจ ฮ่ะๆ แต่ยังไงก็ชื่นชอบผลงานของหวงอี้ และจะติดตามต่อไป ท่านได้เข้ามาแล้วสนใจผลงานของหวงอี้ ก็ลองไปหาซื้อ เช่า ยืม จับจองเป็นเจ้าของ มาเสพย์ กันได้นะ : )