เด็กเลี้ยงแกะ

Leave a comment

เคยฟังนิทานเรื่อง”เด็กเลี้ยงแกะ” กันมั้ยครับ เชื่อว่าก่อนนอน พ่อ-แม่ทุกคนคงเคยเล่าให้ฟัง หรือบางคนที่ไม่เคยฟัง ก้อคงได้ยินสำนวนที่ชอบพูดว่า อย่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะ=อย่าโกหก เป็นแน่

ใจความสำคัญของนิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า เด็กเลี้ยงแกะนั้นวัน ๆ นึงไม่ได้ทำอะไรนอกจากเลี้ยงแกะอย่างเดียวอยู่บนเนินเขาห่างจากหมู่บ้าน เด็กคนนี้มีนิสัยชอบทำตัวเรียกร้องความสนใจ ชอบแกล้งคนอื่น วันนึงจึงสร้างเรื่องว่าหมาป่ามากินแกะไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านฟัง เมื่อชาวบ้านรู้จึงช่วยกันคนละไม้คนละมือหยิบอาวุธเพื่อไปจัดการกับหมาป่า แต่พอไปถึง…กลับไม่พบอะไร เด็กเลี้ยงแกะก็รู้สึกชอบใจสนุกสนานที่ได้แกล้งชาวบ้านเล่น และก็เป็นแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง จนเมื่อวันนึงมีหมาป่ามากินแกะจริง ๆ นิทานเรื่องนี้จบลงด้วย หมาป่ากินแกะไปหมดคอก เด็กเลี้ยงแกะร้องไห้เสียใจ ชาวบ้านสมน้ำหน้า

และทุกคนก็คงได้ยินข้อคิดมาเหมือนกันว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าโกหก เพราะจะเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ” ซึ่งมันก็ถูกครับ แต่เรื่องนี้จริง ๆ อาจมีข้อคิดแฝงอยู่ลึกกว่านั้น ลองคิดดูนะครับ เด็กเลี้ยงแกะซึ่งวัน ๆ เลี้ยงแกะเพียงอย่างเดียว มันจะเบื่อบ้างมั้ยครับ เด็กเลี้ยงแกะอาศัยอยู่คนเดียวบนเนินเขา ห่างจากหมู่บ้าน มันจะเหงาบ้างปะ เด็กเลี้ยงแกะมันก็คงเซ็งแหละครับ จึงหาเรื่องสนุก ๆ ทำให้ตัวเองแก้เซ็ง เลยแต่งเรื่องแกล้งชาวบ้านไปเรื่อย จริง ๆ เด็กเลี้ยงแกะอาจจะไม่ได้อยากโกหกชาวบ้านก็ได้ครับ คงไม่รู้ว่าจะสร้างสัมพันธ์กับชาวบ้านยังไง ทีนี้พอชาวบ้านสนใจก็เริ่มชอบใจและทำต่อไป จะไปว่าอะไรมันได้ มันยังเด็กอยู่นะ ตอนแรกที่เด็กเลี้ยงแกะโกหกนั้นมีชาวบ้านคนไหนนึกเอะใจบ้างมั้ยครับว่าทำไมเด็กถึงโกหก…มีซักคนมั้ยที่นึกขึ้นได้ว่าที่เด็กโกหกเพราะมันเหงา มันเบื่อ มันไม่มีเพื่อนเล่น…มีซักคนมั้ยครับที่นึกว่าทำไมเด็กคนนี้ต้องโกหกด้วย ถ้าตอนนั้นมีซักคนนึกขึ้นมา นิทานเรื่องนี้คงจบลงแบบ happy ending ละครับ แกะคงไม่ถูกกินหมดคอก หมาป่าถูกจัดการ เด็กเลี้ยงแกะมีคนสนใจ และสุดท้ายไม่มีการโกหกของเด็กเลี้ยงแกะอีกต่อไป

ลองมองให้ลึกครับ คนที่ทำตัวไม่ดีอย่าเพิ่งไปตัดสิน มันอาจมีเหตุผลมากกว่านั้น ตอนนั้นเราอาจยังมองไม่ออกก็ให้เผื่อใจไว้ก่อน เพราะมันอาจไม่ใช่ที่เราเห็นตรงหน้าเสมอไป สุดท้ายเมื่อเราตัดสินไปแล้ว…เราก็จะมองเป็นแบบนั้นตลอดไป

Mother teresa – “If you judge people, you have no time to love them”

ตายแล้วไปไหน

Leave a comment

พอดีวันนี้เห็นมีคนแชร์ ธรรมะ บน Facebook แต่ไม่ใช่แบบคำสอนทั่วไป เป็นบทสนทนา ของพระกับญาติโยม เรื่องถามตอบ พวกนี้ เราอ่านไปแล้วรู้สึกว่า ได้คิด แล้วก็เข้าใจง่ายกว่า ที่จะบอก หรือ สอนว่า ต้องทำอะไร เลยหาข้อมูลเพิ่ม และ ขอนำมาให้ทุกคน ได้อ่านกันคะ

ครั้งหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งมาถามปัญหาท่านอาจารย์ชา (หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี) เรื่องชาติหน้าภพหน้า เขาสงสัยว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่?

ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ ชาติหน้ามีจริงไหม?
ท่านอาจารย์ชา : ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ?
ผู้ถาม : เชื่อ
ท่านอาจารย์ชา : ถ้าเชื่อ……คุณก็โง่
ผู้ถาม : คนตายแล้วเกิดไหม?
ท่านอาจารย์ชา : จะเชื่อไหมล่ะ? ถ้าเชื่อ……คุณโง่หรือฉลาด?

หลวงพ่อชา

แล้วท่านจึงสอนต่อไปว่า หลายคนมาถามอาตมาเรื่องนี้ อาตมาก็ถามเขาอย่างนี้เหมือนกันว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม?
ถ้าเชื่อคุณก็โง่ เพราะอะไร? ก็เพราะมันไม่มีหลักฐาน-พยานอะไรที่จะหยิบมาให้ดูได้ ที่คุณเชื่อ เพราะ คุณเชื่อตามเขา
คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง คุณก็โง่อยู่ร่ำไป

ที่นี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิด หรือว่าชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามี พาผมไปดูหน่อยได้ไหม?
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

ที่นี้ ถ้าคุณถามว่าชาติหน้ามีไหม?
อาตมาก็ถามว่า พรุ่งนี้มีไหม?
ถ้ามีพาไปดูได้ไหม?
อย่างนี้คุณก็พาไปดูไม่ได้
ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีอยู่ แต่ก็พาไปดูไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าวันนี้มี พรุ่งนี้ก็ต้องมี
แต่สิ่งนี้เป็นของที่จะหยิบยกเอามาเป็น วัตถุตัวตนให้เห็นไม่ได้

ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น
ไม่ต้องสงสัยว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี
ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด
อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา
หน้าที่ของเรา คือ เราจะต้องรู้จักเรื่องราวของตัวเองในปัจจุบัน
เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม?
ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร?
นี้คือสิ่งที่เราจะต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรา ถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง
เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือ
ถ้าวันนี้ผ่านไป วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้
นี่เรียกว่าอนาคต คือ พรุ่งนี้
มันจะมีได้ก็เพราะ วันนี้เป็นเหตุ
ทีนี้ อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน หมายความว่า
ถ้าวันนี้ผ่านไป มันก็กลายเป็นเมื่อวาน นี้เสียแล้ว
นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่

หลวงพ่อชา

 ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหตุทั้งหลายในปัจจุบัน
เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี
อนาคตมันก็จะดีด้วย
อดีต คือ วันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย
และที่สำคัญที่สุด คือ
ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว
อนาคต คือ ชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง
คนหนึ่งพูดว่า : กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิด
ท่านอาจารย์ชา : นั่นแหละยิ่งดี กลัวมันจะเกิดเสียด้วยซ้ำไป

ในครั้งพุทธกาล สมัยที่พระพุทธเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ มีพราหมณ์คนหนึ่งมีความสงสัยว่าคน ตายแล้วไปไหน? คนตายแล้วเกิดหรือไม่?

ถ้าพระองค์ตอบได้ ก็จะมาบวชด้วย
แต่ถ้าตอบไม่ได้ หรือไม่ตอบ แกก็จะไม่บวช แกว่าของแกอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า
มันเป็นเรื่องอะไรของฉันเล่า
พราหมณ์จะบวชหรือไม่บวช นั่นเป็นเรื่องของพราหมณ์
ไม่ใช่เรื่องของฉัน
พระองค์ตรัสว่า
ถ้าตราบใดที่พราหมณ์ยังมีความเห็นว่า มีคนเกิด หรือมีคนตาย
คนตายแล้วเกิด หรือคนตายแล้วไม่เกิด
ถ้าพราหม์ยังมีความเห็นอยู่อย่างนี้
พราหมณ์ก็จะเป็นทุกข์ทรมานอยู่อีกหลายกัลป์

ทางที่ถูกนั้น พราหมณ์จะต้องถอนลูกศรออกเสียบัดนี้
พระพุทธเจ้าท่านว่า
ความจริงแล้วไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย
พราหมณ์คนนั้นฟังไม่รู้เรื่อง และ
จนกว่าแกจะได้เรียนรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เข้าใจถ่องแท้เสียแล้วนั่นแหละ จึงจะเข้าใจคำพูดของพระองค์ได้ นั่นจึงจะเรียกว่า
การรู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นการเชื่อด้วยปัญญา
พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้
ไม่ได้สอนว่า ให้เชื่อว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด
ชาติหน้ามีหรือไม่มี
อย่างนั่นไม่ใช่เรื่องเชื่อ หรือไม่เชื่อ

จะถือเอาเป็นประมาณไม่ได้ จะถือเอาเป็นหลักเกณฑ์ไม่ได้
ดังนั้น ที่คุณถามว่า ชาติหน้ามีไหมนั้น
อาตมาจึงถามคุณว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม?
ถ้าเชื่อ โง่หรือฉลาด?
อย่างนี้เข้าใจไหม?
ให้เอาไปคิดดูเป็นการบ้านนะ.

สามก๊กในมุม ศ.เจริญ

Leave a comment

คำถามก็คือว่าคนที่อ่านสามก๊ก เกิดความสงสัยว่า “จะเอาไหนฉบับไหนมาใช้ดี”

มีคนบอกว่า “อ่านสามก๊ก 3 จบ คบไม่ได้” ตนอ่าน 7 จบ รับรองว่าคบได้แน่นอน

ถามว่า “ถ้าอย่างนั้นจะอ่านของใครดี” แนะนำว่าให้อ่าน “สามก๊ก ฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง(หน)” แต่ฉบับวณิพก ที่ยาขอบเขียนก็มีเสน่ห์มาก สามก๊กที่ มรว.คึกฤทธิ์ เขียนก็ทำให้ตนรู้สึกทึ่งเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังมีของท่านอื่นอีก ที่น่าสนใจก็คือ คนเดียวกันอ่านแล้วยังให้ข้อคิดไม่เหมือนกันในแต่ละครั้ง ส่วนคนที่อ่านพร้อมกับคนอื่นความคิดก็ยังไม่เหมือนกัน นี่คือเสน่ห์ของสามก๊ก 

สามก๊กพูดถึงเสน่ห์ของผู้นำ การทำศึกสงครามเมื่อ 1,800 ปีก่อน ได้อย่างละเอียดและแยบยล ทำให้คนอ่านเรียนรู้ได้ถึงจุดอ่อน จุดแข็ง ของผู้นำ อ่านหลายจบยิ่งดี ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวของสามก๊ก มาเทียบกับคนที่เราเจอ คิดดูซิว่าเมื่อ 1,800 ปีก่อนไม่มีโทรศัพท์ ดาวเทียม ทางเดียวในการหาข่าวคือ “ส่งคนไปสืบหาความจริงโดยใช้ม้าเร็ว” แต่ที่น่าทึ่งคือ ผู้นำแต่ละคนอ่านความคิดซึ่งกันและกัน ที่อยู่ห่างไกลกันออก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำก๊กไหนก็ตาม จะมีความรู้ในแต่ละก๊กเป็นอย่างดี

พวกกุนซือทั้งหลาย เป็นนักอักษรศาสตร์ทั้งนั้น ความรู้ดีของขงเบ้งเป็นยอดอัจฉริยะอยู่แล้ว ซึ่งอาวุธสำคัญการศึกษาของผู้นำแต่ละคน ต้องมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และ จิตวิทยาเป็นอย่างดี ตนเชื่อว่านักธุรกิจหลายคนที่อยู่ในพื้นที่นี้ มีคุณสมบัติผู้นำเหมือนในเรื่องสามก๊กทั้งนี้
ตนจะยกตัวอย่างเอกลักษณ์หรือจุดเด่นของผู้นำแต่ละคน

เริ่มจากเล่าปี่ ที่ยาขอบให้สมญานามว่า ผู้พนมมือให้แก่ชนทุกชั้น ควบคุมอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คำพูดของเล่าปี่ท่านสุภาพสตรีอาจไม่ชอบโดยได้พูดไว้ว่า พี่น้องเหมือนแขนขา ลูกเมียเหมือนเสื้อผ้า เพราะเล่าปี่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอ่อนน้อมถ่อมตน สมถะ มักน้อย ความคิดลึกซึ้ง สายตากว้างไกล ยึดถือในอุดมการณ์ เล่าปี่บอกว่า เมื่อเราตกอับต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน แม้แต่ศัตตรูก็ยังเมตตา

ในชั่วชีวิตนี้ ตนบอกได้เลยว่า ไม่มีใครทำเรื่องสามก๊กได้ดีเท่าประเทศจีนอีกแล้ว จีนใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งผู้ที่เคยศึกษาและเปรียบเทียบบุคลิกภาพผู้นำในสามก๊ก จะเห็นว่าตัวละครในภาพยนตร์ มีความใกล้เคียงกับตัวละครในภาพยนตร์ที่ทำออกมาเป็นอย่างมาก (นั้นคือ สามก๊ก ซีรี่ย์ในเวอร์ชั่นปี 1944)

โจโฉ ผู้ยอมฆ่าคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ ถ้าเราได้ดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือ จะรู้สึกซาบซึ้งมาก โจโฉสร้างความเป็นผู้นำด้วยลำแข้งของตัวเอง เป็นคนเด็ดขาดแต่ขี้ระแวง ซุนฮก ยอดเสนาธิการผู้ปรับเปลี่ยนชีวิตของโจโฉ

ตั๋งโต๊ะ จอมทรราชเผด็จการ

ลิโป้ นักรบยอดเยี่ยมแห่งยุค จอมกตัญญูสามพ่อ

ซุนเช็ก พี่ชายซุนกวน ใช้ความเป็นผู้นำสถาปนารัฐง่อก๊ก
ซุนกวน ผู้นำง่อก๊ก มีความเชื่อว่าผู้นำไม่ต้องทำเองทุกเรื่อง ขอเพียงรู้จักใช้คน

ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ต้นตำหรับยุทธศาสตร์สามก๊ก คนนี้แหละคืออาจารย์ของตน สามารถทำสงครามได้โดยไม่มีคนเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ขงเบ้งถือเป็นผู้บัญชาการรบคนแรก ที่ใช้ธรรมชาติมาเป็นข้อได้เปรียบในการทำสงคราม โดย ได้รับการแนะนำเรื่องนี้จากภรรยา ที่แม้หน้าตาจะไม่สวยงาม แต่ก็มีความฉลาดเฉลียวมาก ตลอดชีวิตของขงเบ้ง เป็นช่วงที่มีการช่วงชิงอำนาจกันสูงมาก ซึ่งขงเบ้งไม่ใช้บัณฑิตที่แค่รู้หนังสือ แต่เป็นปราชญ์ที่เป็นผู้พลิกแผ่นดินก็ว่าได้

ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้กุนซือไม่ต้องออกไปทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง แต่สมัยก่อนไม่ใช่ อาจารย์ขงเบ้งฆ่าคนโดยใช้จิตวิทยาการยั่วยุ เป็นนักการพูดที่ฉลาด รู้ชั้นเชิงในการเจรจา แต่จากการวิเคราะห์ข้อบกพร่องการเป็นผู้นำ การบริหารบุคลากรของขงเบ้ง พบว่าเป็นคนที่ชอบทำอะไรด้วยตนเอง ฉลาดจนลูกน้องตามไม่ทัน นอกจากนี้ ขงเบ้งไม่ ได้สร้างตัวแทน และยังขาดศิลปะในการมอบหมายงาน เลือกที่รักมักที่ชัง จุดแข็งของขงเบ้งที่กลายเป็นข้อด้อยคือ เป็นผู้นำที่เข็มงวดเกินไปจะไม่มีบริวาร หรืออาจกล่าวได้ว่า น้ำใสเกินไปปลาอยู่ไม่ได้

กวนอู เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ มีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ แต่ขาดยุทธศาสตร์จนกลายเป็นความบ้าบิ่น
เอียวสิ้ว ผู้คอขาดเพราะซี่โครงไก่ รู้ใจนายได้ แต่อย่ารู้ทันนาย
ตันหลิม ผู้ทรนงในวิชาชีพ เตือนใจนักบริหารทั้งหลายว่า ทำงานอะไรแล้วต้องทำให้เต็มที่ เช่น เป็นนักการตลาด หรือเป็นนักธุรกิจ ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทั้งนี้

เมื่อ เสร็จจากบรรยายแล้ว ศ.เจริญ ยังเปิดโอกาสให้มีการซักถาม และได้มีผู้ตั้งคำถามว่า กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุทธศาสตร์ที่ควรใช้จะเป็นอย่างไร ซึ่งศ.เจริญ ตอบว่า ควรใช้ยุทธศาสตร์ของขงเบ้งกับม้าเจ๊ก เนื่อง จากตนมองว่า 3 จังหวัดก็ต้องการอยู่อย่างสันติเช่นเดียวกัน เพียงแต่เรื่องนี้ต้องอาศัยเวลา และต้องมีการใช้ยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการแก้ไขปัญหา

สามก๊ก ใน ประเทศไทย

Leave a comment

คุณรู้จัก “สามก๊ก” ไหม? เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ตอบว่ารู้จัก ถึงแม้สามก๊กจะเป็นนิยายจีน  แต่คนไทยเราก็รู้จักเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเคยฟังจากการบอกเล่า อ่านจากตำราและหนังสือการ์ตูน ดูจากละครโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ หรือจากการเล่นเกมส์ แล้วนิยายจีนเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับสังคมไทยอย่างไร? ขอนำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้

สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จัดเป็นวรรณกรรมเพชรน้ำเอกของโลก เป็นมรดกทางปัญญาของปราชญ์ชาวตะวันออกที่ยอดเยี่ยม จึงได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 10 ภาษา และตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่งขึ้นประมาณในช่วง 14 ยุคสมัยราชวงศ์หยวน บทประพันธ์โดย “หลอกว้านจง” (Luo Guanzhong)

เนื้อหาในสามก๊ก มีความหลากหลายรสชาติ เต็มไปด้วยกลเล่ห์เพทุบาย กลศึกในการรบ การชิงรักหักเหลี่ยม ความเครียดแค้นชิงชัง ความซื่อสัตย์ และการให้อภัย มีเนื้อหาและเรื่องราวในทางที่ดีและร้ายปะปนกัน ภาพโดยรวมของสามก๊กกล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊กในปีพ.ศ.763-823 โดยจุดเริ่มต้นของสามก๊กเริ่มจากยุคโจรโพกผ้าเหลืองในปี พ.ศ.726 ที่ออกอาละวาด จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสามคือ “เล่าปี่” “กวนอู” และ “เตียวหุย” ได้ร่วมสาบานเป็นพี่น้องและร่วมปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง รวมทั้งการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นของก๊กต่างๆ ประกอบด้วย “วุยก๊ก” หรือ “ก๊กเว่ย” ของตระกูลโจ โจโฉ โจผี โจยอย “จ๊กก๊ก” หรือ “ก๊กสู่” ของเล่าปี่ และ “ง่อก๊ก” หรือ “ก๊กหวู” ของตระกูลซุน ซุนกวน จนถึงการสถาปนาราชวงศ์จิ้นโดย “สุมาเอี๋ยน” หลานสุมาอี้ รวมระยะเวลาประมาณ 60 ปี นอกจากนี้ สามก๊กยังเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับ “ไซอิ๋ว” “ซ้องกั๋ง” และ “ความฝันในหอแดง” ด้วย

หนังสือ สามก๊ก

สามก๊ก ฉบับ หอพระสมุด

สำหรับในประเทศไทย กลิ่นอายของสงครามตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ.2310 จนสิ้นรัชกาลที่ 1 กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของการเกิดวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น รามเกียรติ์ ราชาธิราช สามก๊ก เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามทั้งสิ้น สามก๊กจึงได้รับการแปลขึ้นเพื่อประโยชน์ของราชการบ้านเมืองที่นำมาใช้ทางด้านการทหาร ด้วยการทำอุบายสารพัดรูปแบบ เช่น อุบายการเมือง ได้แก่ อุบายทางการทูต ขงเบ้งผูกไมตรีเป็นพันธมิตรกับซุนกวนแห่งกังตั๋ง ไม่ยอมให้โจโฉผูกมิตรหรือครอบงำซุนกวน ถ้าหากก๊กโจโฉและก๊กซุนกวนเกิดรวมกันได้ ก๊กเล่าปี่ก็จะเสียเปรียบอย่างมหาศาล ในสมัยรัชกาลที่ 1 รัตนโกสินทร์ผูกมิตรกับลานนา สืบทอดมาตั้งแต่สมัยธนบุรีตอนปลาย เพราะถ้าหากว่าลานนาตกไปเป็นของพม่า จะทำให้ไทยต้องรับศึกหนักทั้งทางภาคเหนือและภาคตะวันตก และอุบายทางการปกครอง ในสามก๊ก พระเจ้าจักรพรรดิในเมืองหลวงอยู่ในฐานะรัฐบาลกลาง แต่บังคับบัญชาเพียงในราชธานี หัวเมืองต่างอยู่ในอำนาจของเจ้าเมือง รัฐบาลกลางต้องระวังมิให้พวกนี้เป็นกบฏได้ แต่จะควบคุมได้ก่อต่อเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิมีอานุภาพมาก หรือมีอัครมหาเสนาบดีที่เป็นที่ยำเกรง รัตนโกสินทร์เองก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน เช่น การแต่งตั้งข้าราชการออกไปปกครองหัวเมือง ลดอำนาจเจ้าประเทศราชให้มาขึ้นกับเมืองหลวง เอาตัวรัชทายาทเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงโดยถือว่าเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ส่วนอุบายการสงคราม ในสามก๊กมีหลายสิบแบบ เช่น การโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์ โจมตีจุดอ่อนของข้าศึก แสร้งทำว่ามีกำลังมาก การสอดแนม ฯลฯ ซึ่งมีหลายครั้งที่ไทยใช้กำลังน้อยแต่เอาชนะข้าศึกที่กำลังมากได้ด้วยวิธีการต่างๆกันแตกต่างจากที่เคยทำสมัยอยุธยา

ด้วยเหตุนี้ “สามก๊ก” สำนวนเจ้าพระยาคลัง(หน) จึงได้แปลขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น “ยอดของความเรียงนิทาน” คู่กับ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  นับเป็นวรรณคดีที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทย แต่เนื่องจากสามก๊กสำนวนเจ้าพระยาคลัง(หน) ฉบับพิมพ์มีสองฉบับคือ ฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเล และฉบับราชบัณฑิตยสภา ซึ่งชำระปรับปรุงมาจากฉบับแรก เป็นฉบับมาตรฐานที่พิมพ์แพร่หลายต่อมา และฉบับหลังๆ มีความคลาดเคลื่อนไปจากฉบับพิมพ์ครั้งแรก ล่าสุดได้มีการจัดพิมพ์หนังสือ “สามก๊ก สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ราชบัณฑิตยสภาชำระ” โดยถ่ายแบบจากฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2471 มาพิมพ์ใหม่โดยไม่ต้องจัดทำต้นฉบับใหม่ เพื่อตัดปัญหาเรื่องพิมพ์ผิดและพิสูจน์อักษรผิด จำนวน 500 ชุด ใน 1 ชุดมีสามก๊กฉบับสมบูรณ์ 4 เล่ม และ “ตำนานหนังสือสามก๊ก” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 1 เล่ม จัดพิมพ์ทั้งหมด 2,500 เล่ม มอบให้กับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป More

อ่านสามก๊ก ถกยอดคน

Leave a comment

“สามก๊ก” วรรณกรรมเก่าแก่ เมื่ออยู่ในเมืองจีนก็นับเป็นหนึ่งในสี่ยอดนิยายเอกของแดนมังกร เมื่ออยู่ในเมืองไทยก็ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของความเรียงนิทาน

ตัวละครใน สามก๊ก มีมากมาย จึงไม่เกินไปนักหากจะเปรียบ สามก๊ก ว่าเป็นการจำลองสังคมมนุษย์เข้าไว้ในโลกแห่งอักษร มียอดคนเก่งกาจและปราดเปรื่องมาอยู่รวมกัน สร้างตำนานให้ผู้คนเล่าขานได้ไม่รู้จบ

สามก๊ก ได้รับการวิเคราะห์กล่าวถึงในหลายด้าน ทั้งการปกครอง การบริหารบ้านเมือง การทัพ ฯลฯ รวมถึงการบริหารคน ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย ร่วมกับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) สถาบันการศึกษาเพื่อสังคมในกลุ่ม ซีพี ออลล์ จัดเวทีเสวนาพิเศษ “จากปรัชญาสามก๊ก สู่การบริหาร HR” พร้อมเปิดตัวหนังสือ “อ่านสามก๊กถกยอดคน” สำนักพิมพ์บุ๊คสไมล์ ให้ผู้สนใจวรรณกรรมล้ำค่าชิ้นนี้ได้มาร่วมฟังและต่อยอดความคิด

สามก๊ก

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ซึ่งผูกพันกับ สามก๊ก มาอย่างยาวนาน อ่านหนังสือเรื่องนี้มาตั้งแต่จำความได้ เติบใหญ่ขึ้นก็ยังหยิบมาอ่านแล้วอ่านอีกไม่มีเบื่อ กล่าวถึงตัวละครในสามก๊ก ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ยอดนักบริหาร” ว่ามีด้วยกันหลักๆ คือ ผู้นำ 3 แคว้น ได้แก่ โจโฉ เล่าปี่ และ ซุนกวน More

นวัตกรรมสิ่งทอสีเขียว

Leave a comment

หากกล่าวถึงกระแสนิยมในปัจจุบัน ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า กระแสอนุรักษ์นิยมสิ่งแวดล้อมมีผู้สนใจในวงกว้างมาก และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อมมีให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจน เช่น สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่ฤดูหนาวที่ผ่านมามีอากาศหนาวกว่าปีก่อนมาก ดังนั้นการพัฒนาผลิต ภัณฑ์ใหม่ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นส่วนหนึ่งซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ นวัตกรรมสิ่งทอสีเขียว “ECO-INNOVATIVE TEXTILES”คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยความรู้และเทคโนโลยี รวมทั้งมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดยที่การพัฒนานวัตกรรมผ้า สิ่งทอสีเขียวมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน หากแต่ว่าในขณะนี้ผู้บริโภคให้ความสนใจ หรือกล่าวโดยทั่วไปคือความต้องการมีมากขึ้น และในทางการค้า ตลาดยินดีที่จะซื้อสินค้าเหล่านี้ไม่ว่าด้วยราคาที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกันสินค้าทั่วไป หรือในราคาที่เท่ากัน ดังนั้นประเทศไทยควรหันมาพัฒนาสินค้านวัตกรรมสิ่งทอสีเขียวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น

รีไซเคิล More

สิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ

Leave a comment

เนื่องด้วยสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้รับการสนับสนุนในการจัดท าโครงการศูนย์ข้อมูลเชิงลึก ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม จากส านักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)กระทรวงอุตสาหกรรม ประจ าปี 2554 ในปัจจุบันข้อมูลกฎระเบียบฯ ยังมีความจ าเป็นต่อการติดตาม
ความเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมข้อมูลกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารที่ต่อเนื่องและทันต่อสถานการณ์เนื่องจากมาตรการทางด้านกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน นับวันมีความจ าเป็นและมีผลต่อแนวโน้มทาง
การค้าในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีและพลังงาน และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลของประเทศคู่ค้าที่ส าคัญ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศจีน และยังเป็นการเพิ่มขีด
ความสามารถในการขยายตลาดของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น
จากมูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยโดยรวมในปี 2553 ตลาดส่งออกที่ส าคัญที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดได้แก่ ตลาดสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการส่งออก 1,524.1 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ ตลาดสหภาพยุโรป มีมูลค่าการส่งออก 1,413.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดญี่ปุ่น มีมูลค่าการส่งออก 533.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และประเทศจีน มีมูลค่าการส่งออกมีมูลค่าการส่งออก 390.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าหากมีการจัดท าฐานข้อมูลกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของประเทศดังกล่าว ซึ่งจะเอื้อต่อการขยายตัวของการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มได้มากยิ่งขึ้น More

Older Entries